logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
อาเซียน เนื้อหอม นักธุรกิจมีแผนเพิ่มการลงทุนช่วง 3-5 ปี

อาเซียน เนื้อหอม นักธุรกิจมีแผนเพิ่มการลงทุนช่วง 3-5 ปี

24 พฤศจิกายน 2565

จากรายงาน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด พบ ร้อยละ 93 ของนักธุรกิจผู้ตอบแบบสอบถามมองเห็นการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน และร้อยละ 81 บอกว่าจะเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคนี้

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เผยรายงาน “Winning in ASEAN” ว่า  ในปี 2564 ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีจำนวนเงินไหลเข้า 174 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

กลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนการระบาดของโควิด-19 ประมาณร้อยละ 50 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสู่อาเซียนมาจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป 27 ประเทศ และจีน การลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 12 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในปี 2564 

 

ทั้งนี้เป็นไปตามที่คาดกันว่าข้อตกลงทางการค้า อาทิเช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) จะช่วยเร่งการเติบโต โดยผลจากความตกลง RCEP นี้ ร้อยละ  81 ของนักธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขามีแผนจะเพิ่มการลงทุนในอาเซียนช่วง 3-5 ปี เพราะมั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตของรายได้จากธุรกิจในอาเซียน 
 

 

เบนจามิน ฮุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เอเชีย กล่าวว่า อาเซียนจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 4 มาอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2573 ในขณะที่โลกมีความซับซ้อนขึ้น เริ่มมีแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่มีนัยสำคัญในอาเซียน ซึ่งความเชื่อมโยงระหว่างกันกำลังเติบโตขึ้นในด้านการค้าและการเคลื่อนไหวของทุนทั้งด้านการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง และด้านการเร่งปรับปรุงเรื่องสิ่งแวดล้อม

 

ด้านนายพลากร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการฝ่าความท้าทายต่างๆ และยังคงเป็นแหล่งการลงทุนเป้าหมายที่นักธุรกิจให้ความสำคัญในระดับต้นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ นักธุรกิจผู้ตอบแบบสอบถามให้น้ำหนักประเทศไทยดีในทั้ง 4 อุตสาหกรรมหลักที่ทำการสำรวจ โดยร้อยละ 36 บอกว่ามีการดำเนินงานในประเทศไทยอยู่แล้ว และอีกร้อยละ 22 บอกว่ามีแผนจะเริ่มการดำเนินงานในประเทศไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน

 

นอกจากนี้ นักธุรกิจยังให้ความสำคัญกับพันธกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52 บอกว่ามีแผนจะลงทุนในโครงการด้านความยั่งยืนภายใน 3 ปีข้างหน้า