เส้นทาง 11 ปี 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มต้นร้านซูชิเล็กๆ สู่อาณาจักรพันล้าน

เส้นทาง 11 ปี 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มต้นร้านซูชิเล็กๆ สู่อาณาจักรพันล้าน

12 กุมภาพันธ์ 2568

ชนวีร์ หอมเตย และศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล สองนักศึกษาเพื่อนซี้ เริ่มเปิดร้านซูชิเล็ก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย ทำธุรกิจแบบไม่คิดมาก ขายซูชิคำละ 11 บาท เส้นทาง 11 ปี จากยอดขายช่วงแรกหลักพันบาท ครองใจคนรุ่นใหม่ สู่รายได้พันล้านบาท ความสำเร็จมาพร้อมกับภาระที่มากขึ้น

KEY

POINTS

  • ชนวีร์ หอมเตย และศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล สองนักศึกษาเพื่อนซี้ เริ่มเปิดร้านซูชิเล็ก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย ทำธุรกิจแบบไม่ค

ย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ ปี 2557-2558 “ชนวีร์ หอมเตย” และ “ศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล” เป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 3 ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงนั้นเขาทั้งสองมีความคิดแค่อยากทำธุรกิจร้านอาหาร จึงเริ่มต้นเปิดร้านซูชิ โดยไม่ได้คิดวางแผนถึงการขยายสาขาเติบโตมากนัก

แต่ทว่าผ่านมา 11 ปี ปัจจุบันสองนักศึกษาหนุ่มในวันนั้น กลายเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง เจ้าของแบรนด์ชินคันเซ็น ซูชิ ที่มีกว่า 56 สาขา รายได้กว่า 1.5 พันล้านบาท และอีก 3 แบรนด์ในเครือ ที่แม้แต่ตัวเขาทั้งสองเองก็ไม่ได้เคยคาดคิดว่าธุรกิจจะเติบโตได้ขนาดนี้ 

เริ่มเปิดร้านซูชิ คำละ 11 บาทหน้ามหาวิทยาลัย 

เมื่อครั้งที่ ชนวีร์ และศุภณัฐ เรียนอยู่ที่ ม.ธรรมศาสตร์ (รังสิต) ชนวีร์ สนใจทำธุรกิจ แต่ทว่าธุรกิจแรกของเขาเป็นร้านไอศครีม หน้ามหาวิทยาลัย ช่วงแรกธุรกิจไปได้สวย กระทั่งมีร้านของหวานมาเปิดแข่งทำให้ยอดขายสินค้าตก เขาจึงตัดสินใจปรับธุรกิจ เพราะไม่อยากล้มเหลวตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่ม  
 

จนกระทั่งเขาเริ่มสนใจอาหารญี่ปุ่น เพราะช่วงนั้นอาหารญี่ปุ่นมาแรง แต่แปลกเมื่อสังเกตุรอบ ๆ มหาวิทยาลัย กลับพบว่าแทบไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นเลย เมื่ออยากทานก็ต้องนั่งรถไปถึงฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

ขณะเดียวกันเมื่อเลื่อนดูโซเชียลมีเดียเขาก็พบ ศุภณัฐ (ผู้ร่วมก่อตั้ง) ที่ชอบถ่ายภาพซูชิ เช่นเดียวกับเพื่อนอีกหลาย ๆ คนที่ชอบทานซูชิ และลงภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดีย นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้ ชนวีร์ และศุภณัฐ เริ่มหารือกัน จนพบว่าต่างคนต่างมีแพชชั่นเดียวกัน และอยากเปิดร้านขายซูชิ 

เขาทั้งสองจึงไปลงเรียนหลักสูตรปั้นซูชิ ตั้งแต่หุงข้าว แร่ปลา พร้อมกับลงเงินทุนคนละ 1 แสนบาทเพื่อเปิดร้านซูชิเล็ก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย ที่เป็นร้านเดิมที่เคยขายไอศครีม ตอนนั้นมีโต๊ะนั่งเพียง 5 โต๊ะธรรมดา ๆ พร้อมตั้ง “ร้านชินคันเซ็น ซูชิ” สาขาแรก

เส้นทาง 11 ปี 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มต้นร้านซูชิเล็กๆ สู่อาณาจักรพันล้าน

การใช้ชื่อร้านชินคันเซ็น ซูชิ เขาทั้งสองให้เหตุผลว่า อยากได้คำภาษาญี่ปุ่น และเป็นคำที่มาจากรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น มองว่าเป็นคำที่ทุกคนเข้าใจง่ายและเมื่ออ่านแล้วนึกถึงญี่ปุ่นได้ทันที

สองหนุ่มเล่าต่อว่า ตอนเริ่มต้น ไม่ได้มีแผนธุรกิจอะไรในหัวเลย แต่เลือกขายซูชิเริ่มต้นคำละ 10 บาท (ก่อนปรับเป็น 11 บาทในภายหลัง) ราคาแพงกว่าตลาดนัดนิดหน่อยที่ขายกันที่ 5-7 บาท แต่เราเน้นคุณภาพ พยายามสรรหาวัตถุดิบดี ๆ มา ในช่วงแรกแทบไม่ค่อยเข้าเรียน ต้องซื้อของเข้าร้าน ปั้นซูชิเอง เป็นทั้งพ่อครัว และพนักงาน ยอดขายช่วงแรก ๆ ทำได้ 1,000-2,000 บาทต่อวัน ทำไปเรื่อย ๆ จนลูกค้าเริ่มเยอะขึ้น รายได้ค่อย ๆ ดีขึ้น

ด้วยความไม่อยากทำงานประจำ อยากทำธุรกิจ จึงได้เริ่มก่อตั้งบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ขึ้นมา พร้อมกับตัดสินใจเปิดสาขา 2 ที่ ม.กรุงเทพ (รังสิต) และเปิดสาขาที่ 3 ตามมาที่ ม.เกษตรศาสตร์ จับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษา เหตุผลที่ขยายสาขาคิดเพียงแค่ว่าไม่อยากให้ลูกค้ารอนานเท่านั้น 

ขยับขยายสู่ห้างสรรพสินค้า แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก 

เมื่อธุรกิจไปได้ดี การตัดสินใจเปิดในห้างสรรพสินค้ายูเนี่ยนมอลล์เป็นแห่งแรกในปี 2560 ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกทาง และกลายเป็นใบเบิกทางให้ ชินคันเซ็น ซูชิ เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ระหว่างนั้นมีการขยายสาขาเพิ่ม โดยเฉพาะสาขาที่สยามมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้รายได้ของบริษัทเข้าสู่ 100 ล้านบาทแรกเป็นที่เรียบร้อย

และปี 2562 จึงเริ่มแตกไลน์ธุรกิจเป็นชินคันเซ็น โอมากาเสะ ซูชิระดับพรีเมียมราคาตั้งแต่หัวละ 999-3,000 บาทขึ้นไป เรียกได้ว่าพอถึงปี 2564 มีการขยายสาขาร้านชินคันเซ็น ซูชิ เป็น 42 สาขาได้ในปีนั้น 

CRG เข้าร่วมทุน รายได้สู่พันล้าน

ปี 2565 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ทยานสู่รายได้พันล้าน เมื่อ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG เข้ามาร่วมทุนด้วยการลงทุน 51% ในแบรนด์ ชินคันเซ็น ซูชิ โดยฝั่ง CRG มองว่าแบรนด์มีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก มีจุดเด่นเป็นอาหารญี่ปุ่น ที่เน้นการขายซูชิ และมองว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

สองหนุ่มผู้บริหารกล่าวว่า การมี CRG เข้ามาถือหุ้นด้วย ถือเป็นการช่วยเติมเต็มด้านการรุกตลาด โดยที่แบรนด์เองไม่ต้องกังวลเรื่องการหาโลเคชัน เปิดสาขาใหม่ และเราก็จะเอาเวลาเพื่อไปโฟกัสบริหารงานด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการหาแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ตบริษัท และหาไอเดียใหม่ๆ มาเติมเต็มการบริการของธุรกิจ

“ความเป็นจุดเด่นของแบรนด์คือ การมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งหมายความว่าราคาที่ลูกค้าจ่ายไป ต้องคุ้มค่ากับวัตถุดิบอาหารที่เขาทาน อย่างชินคันเซ็น ซูชิ เมนูแซลมอนขายดีสุด และเป็นแบรนด์ที่มียอดขายแซลมอนสูงที่สุดในเครือ โดยบริษัทใช้ แซลมอนกว่า 10,000 ตัวต่อเดือน” 

จากร้านอาหารญี่ปุ่น สู่ร้านหมูกระทะและอีก 2 แบรนด์ใหม่ 

จากที่ผ่านมา เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น จับร้านอาหารญี่ปุ่นมาโดยตลอด ช่วงหลังได้กระโดดเข้ามาทำร้านหมูกระทะ ในชื่อเเบรนด์ว่า “นักล่าหมูกระทะ” ด้วยเห็นว่าหมูกระทะเป็นเมนูที่คนไทยชอบ พร้อมเปิดแบรนด์ “นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟต์” (NAMA Japanese and Seafood Buffet) รุกคืบร้านอาหารญี่ปุ่นเซกเมนต์พรีเมียม และนำเข้าแบรนด์ “คัตสึมิโดริ ซูชิ” (Katsu Midori Sushi) จากญี่ปุ่นมาเปิดในไทยในช่วงปลายปี 2567

เส้นทาง 11 ปี 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มต้นร้านซูชิเล็กๆ สู่อาณาจักรพันล้าน

เบื้องหลังการเลือกร้านอาหารเข้ามาในพอร์ต

ทั้งนี้ สัดส่วนร้านอาหารในเครือบริษัท แบ่งตามประเภทของอาหาร ได้แก่ อาหารญี่ปุ่น 85% อาหารไทยที่เป็นร้านนักล่าหมูกระทะ 15% ส่วนเบื้องหลังการเลือกแบรนด์เข้าพอร์ตธุรกิจ ของบริษัท อย่างแรกต้องตอบโจทย์พฤติกรรมและเทรนด์ผู้บริโภค ร้านที่เลือกต้องตรงกับเทรนด์การกินของคนไทยในช่วงเวลานั้น และสร้างความแตกต่างในตลาดได้

ต่อมาคือความคุ้มค่าในราคาที่เหมาะสม คุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุ้มค่า ราคาจับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ และมาจากความชอบของทีมงานบริษัท เรามีพาทีมงานบินไปญี่ปุ่นไปรับประทานร้านที่จะนำมาเปิดด้วย และดูศักยภาพขยายตลาด

เพราะเวลาไปเจออาหารรสชาติดี เราชอบ เราก็อยากให้คนอื่นได้ทาน ส่วนในอนาคตอาจจะมองอาหารญี่ปุ่นในหมวดหมู่อื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น อย่างแบรนด์คัตสึมิโดริ ซูชิ มองเห็นช่องว่างของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในเซกเมนต์ซูชิสายพานที่ยังมีการแข่งขันไม่รุนแรงนัก ประกอบกับมองเห็นว่าแบรนด์นี้มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักของคนไทยหลายคนที่เคยไปใช้บริการ เลยเลือกที่จะนำมาเป็นแบรนด์ที่ช่วยเติมเต็ม

"จุดขายที่สำคัญคือเรื่องของคุณภาพของสินค้าและราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งมองว่า ความคุ้มค่าคุ้มราคานี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาด"

นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสในอาหารสัญชาติอื่นด้วย เช่น อาหารเกาหลี ที่บางร้านอร่อย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย แต่หลัก ๆ ก็จะเลือกที่อาหารญี่ปุ่นก่อน

อายุน้อยพันล้าน มาพร้อมกับภาระที่มากขึ้น 

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่วันนี้กลายเป็นนักธุรกิจอายุน้อย แต่ทำรายได้พันล้าน ทั้งสองครุ่นคิดก่อนที่ชนวีร์ จะตอบอย่างถ่อมตนว่า

"พวกเราเริ่มต้นกันตอนเป็นเด็กนักศึกษา แต่มาตอนนี้อายุ 31 ปีแล้ว ก็ไม่น้อยแล้วนะครับ (หัวเราะเบาๆ)

ขณะที่ศุภณัฐ เสริมว่า คำว่าอายุน้อยแต่รายได้ร้อยล้านพันล้าน คำนี้พวกผมมองว่ามันมาพร้อมกับคำว่าภาระมากขึ้น เพราะจากจุดเริ่มต้นเรามีกันไม่กี่คน ตอนนี้มีกว่า 2,200 คน ที่ต้องดูแล ทั้งยังต้องมาวางแผนการขยายสาขา การบริหารธุรกิจให้เติบโตไปอีก เครียดและยาก

ก้าวต่อไปของธุรกิจ 

ปีนี้นักล่าหมูกระทะ จะเป็นแบรนด์ที่บริษัทเน้นขยายสาขา เนื่องจากฐานเล็ก มีการเติบโตสูงมาก ตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ขณะที่ชินคันเซ็น ซูชิ จะชะลอการเปิดสาขาแต่วางแผนลุยต่างจังหวัดเพิ่ม

หลังผลตอบรับดีที่ขอนแก่น เชียงใหม่ ชลบุรี ส่วนคัตสึมิโดริ ซูชิ จะเปิดเพิ่ม 1-2 สาขา และ นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟต์ ไม่เปิดเพิ่ม แต่จะขยายโมเดล “อิซากายะ” เป็นร้านลักษณะคล้ายบาร์ ไปยังพื้นที่ด้านนอกทำเลเดิมที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ 

"เราก็มีการศึกษาเทรนด์ ศึกษาตลาดอยู่ตลอดเวลานี่คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ และที่สำคัญ ผมคิดว่าเราต้องทำให้ลูกค้ามีความคุ้มค่าที่เลือกมาใช้บริการเรา ทานแล้วอิ่ม คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย"

ตั้งเป้าสู่ 2.8 พันล้านในปีนี้ 

การขยายร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2568 อยู่ที่ 2,800 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 30% จากปี 2567 ทำรายได้ 2,100 ล้านบาท

ยังวางเป้าหมายระยะยาว 5 ปี บริษัทจะสร้างรายได้ถึงระดับ 5,000 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มร้านอาหารในพอร์ตของบริษัท ภายใต้คอนเซปต์ “เน้นความคุ้มค่า ราคาไม่แพง” แต่เน้นอาหารญี่ปุ่น และมีร้านชินคันเซ็นซูชิถึง 100 สาขา เพื่อเป็นผู้นำร้านอาหารญี่ปุ่นเบอร์ 1 ให้ได้ 

เส้นทาง 11 ปี 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ เริ่มต้นร้านซูชิเล็กๆ สู่อาณาจักรพันล้าน

เปิดรายได้ เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป 4 แบรนด์ 

อย่างไรก็ตาม บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด มีจำนวน 4 แบรนด์ ปี 2567 ทำรายได้รวมถึง 2,100 ล้านบาท เติบโต 50% จากปี 2566 ที่ทำรายได้ไป 1,415 ล้านบาท โดยปี 2567 สามารถแบ่งสัดส่วนรายได้ตามแบรนด์ ดังนี้

  • ชินคันเซ็น ซูชิ จำนวน 56 สาขา 75% คิดเป็นประมาณ 1,575 ล้านบาท
  • นักล่าหมูกระทะ จำนวน 12 สาขา 17% คิดเป็นประมาณ 357 ล้านบาท
  • นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟต์ จำนวน 1 สาขา 5.5% คิดเป็นประมาณ 115.5 ล้านบาท
  • คัตสึมิโดริ ซูชิ จำนวน 1 สาขา 1% คิดเป็นประมาณ 21 ล้านบาท (เพิ่งเปิดบริการเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2567)
  • รายได้อื่น ๆ 1.5% คิดเป็นประมาณ 31.5 ล้านบาท


 

Thailand Web Stat