"อชิระ บุญสงเคราะห์" ทายาท Moshi Moshi นำธุรกิจกงสีสู่ยุคใหม่

"อชิระ บุญสงเคราะห์" ทายาท Moshi Moshi นำธุรกิจกงสีสู่ยุคใหม่

14 มีนาคม 2568

อชิระ บุญสงเคราะห์ ทยาทธุรกิจกงสี ย่านสำเพ็ง หนึ่งในเจ้าของไอเดียสร้างแบรนด์ Moshi Moshi ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ เติบโตในตลาดทุนไทย

KEY

POINTS

  • อชิระ บุญสงเคราะห์ เติบโตมากับครอบครัวค้าปลีก-ค้าส่ง ในย่านสำเพ็ง สู่หนึ่งในเจ้าของไอเดียสร้างแบร

จากมุมมองของคนภายนอก การสานต่อธุรกิจครอบครัวอาจดูเหมือนง่าย เนื่องจากพ่อแม่ได้เตรียมเส้นทางไว้ให้แล้ว แต่สำหรับ อชิระ บุญสงเคราะห์ ทายาทรุ่นใหม่ของ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Moshi Moshi (โมชิ โมชิ) กลับไม่เป็นเช่นนั้น

 

เพราะก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจครอบครัว ต้องแสดงวิสัยทัศน์ และแผนธุรกิจต่อ "สภาธุรกิจของครอบครัว" และต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้บริหารรุ่นก่อน ๆ ด้วย

 

อชิระ ไม่เคยผ่านประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อน เพราะทันทีที่เรียนจบ เขาก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจ ด้วยความที่เขาคลุกคลี เรียนรู้งานกับ สง่า บุญสงเคราะห์ (ซีอีโอของ Moshi Moshi) ซึ่งเป็นคุณพ่อของเขามาตั้งแต่เด็ก 

 

เขาเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวบุญสงเคราะห์เริ่มต้นธุรกิจค้าปลีกในปี 2516 เปิดร้าน ‘พร้อมภัณฑ์’ ย่านธนบุรี ขายสินค้าจิปาถะ โดยคุณพ่อคุณแม่ของคุณสง่า ก่อนขยับขยายสู่ธุรกิจส่งสินค้าให้กับห้างสรรพสินค้า และเปิดหน้าร้านที่สำเพ็ง โดยคุณสง่าร่วมกับพี่ชาย คุณสมชาย บุญสงเคราะห์ ร่วมด้วยช่วยกันกับคุณปู่ คุณย่า 
 

 

ความทรงจำของเด็กชายอชิระ ณ ย่านสำเพ็ง...

 

เขาเล่าด้วยว่า ตั้งแต่จำความได้ ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ตีสามตีสี่ เพื่อตามพ่อแม่ไปที่ตลาดสำเพ็ง แต่พอไปถึงเขาก็มักจะหลับจนถึงแปดโมงเช้า

 

แต่เมื่อเรียนชั้นประถม อชิระเริ่มมีส่วนร่วมในการช่วยพ่อแม่ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การแพ็กสินค้าใส่ถุง และแปะบาร์โค้ด

 

จากการช่วยงานหลังร้านเขาก็เริ่มทำหน้าที่พนักงานหน้าร้าน เรียนรู้การจัดเรียงสินค้าให้สวยงามและดึงดูดลูกค้า บางวันเขาก็ต้องออกไปยืนถือโทรโข่ง เรียกลูกค้าจากหน้าร้านให้เข้ามาในร้าน

 

"ผมเรียนรู้ทุกอย่างทีละขั้นตอน พอผ่านช่วงนั้นไปก็เริ่มได้ติดตามคุณพ่อไปต่างประเทศ เรียนรู้วิธีการคัดเลือกสินค้า และการพูดคุยกับซัพพลายเออร์ เคล็ดลับที่คุณพ่อให้มาคือ เราจะทำข้อมูลจากลูกค้าก่อนว่ามีความต้องการอะไร แล้วค่อยไปคุยกับซัพพลายเออร์ เพื่อหาสินค้ามาขาย" 
 

 

เขายังเล่าอีกว่า การทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ถือเป็นธรรมเนียมในครอบครัว ที่ทุกคนในครอบครัวและลูกพี่ลูกน้องต่างก็ผ่านประสบการณ์นี้ ทุกครั้งที่ปิดเทอมพวกเขาจะต้องมาช่วยที่หน้าร้าน โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่เป็นช่วงขายดี แทบจะไม่ได้เที่ยว เพราะทุกคนต้องช่วยกันจัดเรียงสินค้าและต้อนรับลูกค้า

 

 

อชิระ บุญสงเคราะห์ อชิระ บุญสงเคราะห์

 

สำหรับครอบครัวบุญสงเคราะห์ ได้ก่อตั้งบริษัทฯ (เดิมชื่อบริษัท บีกิฟท์ จำกัด) เมื่อปี 2543 เพื่อดำเนินธุรกิจร้านค้าส่งแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ในตลาดสำเพ็ง ด้วยความเป็นธุรกิจครอบครัว จึงมี ธรรมนูญครอบครัว คือ

 

สภาครอบครัว กำหนดสวัสดิการของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นข้อตกลงจากสภาครอบครัว โดยเลือกที่จะให้สวัสดิการกับผู้ที่ทำงานให้กับธุรกิจที่บ้านมากกว่าผู้ที่เลือกไปทำธุรกิจอื่น เพื่อดึงดูดให้ลูกหลานมาช่วยงาน

 

ทั้งยังมี สภาธุรกิจ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับบอร์ดบริหารของครอบครัว เพื่อทำการตัดสินใจต่าง ๆ ในธุรกิจของครอบครัวกำหนดทิศทางบริษัทร่วมกัน

 

อชิระ ตัดสินใจสานต่อธุรกิจครอบครัว 

 

เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนนัก เนื่องจากคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก 

 

“ในช่วงใกล้เรียนจบมหาวิทยาลัย ที่บ้านจะเริ่มถามผมว่า เรียนจบแล้วอยากทำอะไร ผมรู้ว่าพวกเขาก็คงคาดหวังให้ผมมาช่วย แต่ถ้าจะมาทำธุรกิจครอบครัว เขาก็ไม่อยากให้เรียนจบแล้วเข้ามาทำงานเลยทันที แต่เขามีแนวคิดว่า ทำอย่างไร จะให้ผมและลูกหลานคนอื่น ๆ ได้เรียนรู้การสร้างธุรกิจเองตั้งแต่สเต็ปแรกเลย” 

 

เขาเล่าต่อว่า ตอนนั้นคุณสง่า มีไอเดียที่จะทำร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ในราคาย่อมเยาว์ เขาจึงโยนโจทย์ให้ผมกับลูกพี่ลูกน้องอีกคน ไปช่วยการทำ Market Study ดูว่าโมเดลธุรกิจจะออกมาประมาณไหน พอศึกษาเสร็จเราก็ต้องไปนำเสนอในสภาธุรกิจ


บรรยากาศสภาธุรกิจที่มีแต่คนในครอบครัว

 

"ในสภาธุรกิจ ครอบครัวจะ มีบรรดาญาติๆ นั่งฟังอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นเรายังไม่ได้มองไปถึงการเปิดร้าน โมชิโมชิ แต่กำลังเสนอแนวคิดเรื่องการขายสินค้าราคาย่อมเยา โดยเริ่มต้นที่ 20-30-50 บาทก่อน" อชิระเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น

 

เขาเสริมว่า เท่าที่จำได้ ตอนนั้นผมก็คิดนะว่าคอนเซ็ปต์นี้มันจะไปไหวไหม ผมกับทีมงานลงพื้นที่ ศึกษาตลาด หาแหล่งสินค้า ติดต่อซัพพลายเออร์ และเข้าไปดูโรงงานต่าง ๆ เพื่อนำตัวอย่างสินค้ามาทดลองจัดวางในห้องโชว์รูม

 

แต่พอเรียงออกมาแล้ว กลับรู้สึกว่าความหลากหลายของสินค้าไม่มากพอ คอนเซ็ปต์ยังไม่ใช่ เราต้องปรับเปลี่ยนแนวทางกันในที่ประชุมเลย


สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนั้นพิเศษสำหรับอชิระ คือเป็นครั้งแรกที่เขาได้นำเสนอแผนธุรกิจอย่างจริงจัง หากไม่นับพรีเซนต์งานตอนเรียนมหาวิทยาลัย บรรยากาศวันนั้นจริงจังและค่อนข้างตึงเครียด เพราะทุกคนอยากรู้ว่าเขาคิดอะไร และมีอะไรที่สามารถนำเสนอได้บ้าง
 

“ผมจัดเตรียมสไลด์กว่า 100 หน้า เพื่อนำแผนธุรกิจของร้าน และในสภามีการเสนอชื่อร้านมากกว่า 100-200 ชื่อ ก่อนจะเปิดให้ลงคะแนนโหวต และสุดท้ายก็มาลงตัวที่ชื่อ ‘Moshi Moshi’ด้วยเหตุผลว่าเรียกง่ายและติดหู แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นเลยก็ตาม

 

เขาให้เหตุผลที่คนมักตั้งคำถามนี้ด้วยว่า ในยุคนั้น เทรนด์เกาหลี-ญี่ปุ่นกำลังมาแรง รูปแบบของร้านจึงได้รับอิทธิพลจากสไตล์ของสองประเทศนี้เช่นกัน

 

และเกิดแบรนด์ Moshi Moshi (โมชิ โมชิ) ขึ้นในปี 2559 เปิดสาขาแรกที่สำเพ็ง และในปีเดียวกันเปิดสาขาร้าน Moshi ทั้งหมดรวม 4 สาขา จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โมชิ โมชิ เจแปน จำกัด 

 

\"อชิระ บุญสงเคราะห์\" ทายาท Moshi Moshi นำธุรกิจกงสีสู่ยุคใหม่

คอนเซ็ปต์ของ Moshi Moshi : Fast Fashion Lifestyle Store

 

อชิระ อธิบายว่า Moshi Moshi มีแนวคิดเป็น Fast Fashion Lifestyle Store ที่เน้นการหมุนเวียนสินค้าใหม่ทุกๆ 2-3 เดือน เพื่อให้มีความทันสมัยในร้าน

 

นอกจากความหลากหลายของสินค้าแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ  Moshi Moshi คือ ราคาที่เข้าถึงได้ เราต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก สินค้าของต้องมีคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ ความยูนีค

 

อชิระ เน้นย้ำว่า Moshi Moshi ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป แต่ยังให้ความสำคัญกับ ดีไซน์และกราฟิกของสินค้า ซึ่งต้องมีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่าคู่แข่งในตลาด

 

นับตั้งแต่ปี 2559 มาถึงปัจจุบันที่บริษัทได้แปรสภาพเป็น บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ภายหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ 

 

อชิระบอกว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นก้าวใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องระบบระเบียบที่เข้มงวดขึ้น แต่ก็ช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง ทุกครั้งที่มีการตั้งเป้าแต่ละปี คือเป้าที่เราไม่สามารถพลาดได้ ซึ่งเราจะมีการมอนิเตอร์กันทุก ๆ เดือน มอนิเตอร์ถี่ขึ้นเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ 


ในแต่ละปีมีงานเยอะ ต้องหาจุดสำคัญโฟกัส

 

ปัจจุบัน อชิระ เป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมด้วยน้องสาวของเขา บุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ เป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและการปฏิบัติการ พร้อมด้วยลูกพี่ลูกน้อง ณัฐา บุญสงเคราะห์ ที่เป็นประธานเจ้าหน้าที่สายงานจัดหาและกระจายสินค้า ร่วมดูแลธุรกิจไปด้วยกัน 

 

\"อชิระ บุญสงเคราะห์\" ทายาท Moshi Moshi นำธุรกิจกงสีสู่ยุคใหม่

 

"หลายคนมองว่าการทำธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องยาก เพราะช่องว่างระหว่างเจนเนอเรชัน แต่สำหรับผมไม่ถึงกับเป็นเรื่องท้าทายมากนัก ครอบครัวเราเปิดกว้างมาก พวกเขาให้ผมลองทำในสิ่งที่อยากทำ และดูว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร" อชิระกล่าว

 

เขายกตัวอย่าง ตอนที่เริ่มต้นฝึกคัดเลือกสินค้า ครอบครัวปล่อยให้เขาเลือกเอง แล้วมาวัดผลกันภายหลัง

 

"ถ้าสินค้าที่เลือกขายดี ก็แปลว่าผมมาถูกทาง พอพวกเขาเห็นว่าผมเข้าใจตลาด ก็เริ่มให้ความไว้วางใจมากขึ้น ไม่เข้ามาควบคุมเรื่องเล็กน้อย"


อีกหนึ่งสิ่งที่ครอบครัวบุญสงเคราะห์ให้ความสำคัญคือ การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

 

"ทุกปี ครอบครัวจะจัดงบประมาณให้ลูกหลานนำไปพัฒนาตัวเอง จะเรียนคอร์สอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ หรือช่วยให้สร้างคอนเนกชันในธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

 

หลักการบริหารงาน: เน้นเป้าหมาย-ยืดหยุ่น

 

อชิระอธิบายว่า แนวทางการบริหารของเขาประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

คือ Top-down ลงมา ตั้งเป้าหมายจากภาพใหญ่ : เริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ปีนี้ต้องโตเท่าไหร่ เปิดกี่สาขา แล้วให้แต่ละทีม ซึ่งมีพนักงานหลายร้อยคน ทำงานของตัวเอง โดยมี KPI เป็นตัวชี้วัด

 

"ผมให้ทีมงานทำงานอย่างอิสระ ไม่เข้าไปจุกจิกว่าต้องทำยังไง แต่สุดท้ายเขาต้องส่งมอบผลลัพธ์ที่ดี"

 

ต่อมาคือ โฟกัสที่งานสำคัญ (Prioritized Work) :ในแต่ละปีมีงานมากมาย ไม่มีทางทำได้ทั้งหมด เราต้องเลือกงานที่สำคัญ

 

ยืดหยุ่นตามเทรนด์ตลาด : ธุรกิจรีเทลโดยเฉพาะ Fast Fashion Lifestyle เปลี่ยนเร็วมาก เทรนด์สินค้าอาจมาแค่ช่วงสั้นๆ เช่นปีที่แล้ว คาปิบาร่า ฮิตขึ้นมา แต่เราแพลนสินค้าขายวางขายไปแล้ว พออันนี้ฮิตขึ้นมา เราก็ต้องเปลี่ยนคอลเลกชั่น รีบออกให้เร็วที่สุด 

 

Work-Life Balance อาจไม่มี สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จเร็ว

 

เราต้องพัฒนาตนเองตลอด เพราะการทำธุรกิจยุคนี้ไม่ง่าย ผมลุยเต็มที่ 100% ในการทำงาน แต่พอกลับบ้าน ผมตัดทุกอย่างทิ้ง อยู่กับครอบครัว พยายามไม่คุยเรื่องงาน

 

"แต่สำหรับคนที่อยากสำเร็จเร็ว ผมต้องบอกตรงๆ ว่า Work-Life Balance อาจต้องพักไว้ก่อน"

 

เขายกตัวอย่าง ช่วงที่โมชิโมชิกำลังเติบโตติดตลาด ว่า เขาทำงาน 7 วันเต็ม วันเสาร์-อาทิตย์ต้องไปดูร้านสาขาใหม่ เช็คว่าลูกค้าให้ฟีดแบ็กอย่างไร หรือบางครั้งก็ต้องขับรถไปสำรวจทำเลต่างจังหวัด

 

"ทำแบบนี้มาตลอดหลายปี เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่แค่เปิดร้านแล้วรอลูกค้าเข้ามาเอง มันต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานเราจะต้องทำงาน 7 วันเต็ม แต่ขึ้นกับสถานการณ์ของงาน"

 

มองย้อนกลับไป ไม่คิดว่าธุรกิจจะเข้าไปอยู่ในห้างฯ 

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของครอบครัว ที่ผมเห็นในสำเพ็ง คุณพ่อต้องดรอปเรียนมาขายของ  ทุกคนในครอบครัวมาช่วยกัน ผมไม่ได้คิดถึงจุดนี้มาก่อนเลย และไม่เคยคิดว่าแผนงานที่เสนอไป วันนึงจะเข้าไปอยู่ในเซ็นทรัลฯ เดอะมอลล์ได้ เพราะว่าเราก็คุ้นชินกับตลาด

 

ตอนที่เราเริ่มต้น เราศึกษาตลาดทั้งในและต่างประเทศ พยายามหาช่องว่างที่ยังไม่มีใครจับจอง 8-9 ปีก่อน ร้านค้าไลฟ์สไตล์มีทางเลือกน้อยมาก มีแต่ร้านกิ๊ฟช็อปราคาแพง หรือร้าน 20-60 บาทที่ขายสินค้าทั่วไป เราจึงเลือกสร้างร้านที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ในราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ฟิกซ์ราคา แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย

 

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจกงสีสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งไม่เพียงแค่แนวคิดธุรกิจที่ดี แต่ยังมี "ธรรมนูญครอบครัว" ที่ทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อม ระหว่างผู้บริหารรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

 

"ธรรมนูญครอบครัว ของเราคือกฎเกณฑ์ที่ทำให้ทั้งสองรุ่นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว"

 

ผู้บริหารรุ่นเก่า ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์การบริหารจัดการมาหลายปี ขณะที่ ผู้บริหารรุ่นใหม่ เข้าใจและตามทันเทรนด์ธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน รวมถึงการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

 

ให้ความสำคัญกับการใช้ เหตุผลทางธุรกิจ ในการพูดคุย ทุกครั้งที่มีความเห็นไม่ตรงกัน เราจะใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการหาทางออกที่ดีที่สุดแทนการยึดติดกับแบบเดิม ๆ

 

การปรับตัวตามยุคสมัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากผู้บริหารรุ่นเก่าไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ธุรกิจของเรามีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ และต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ Moshi Moshi ก็คงไม่สามารถมีชื่อเสียงและเติบโตได้

 

ที่มาข้อมูลจาก https://www.moshimoshi.co.th/th/company-info ที่มาข้อมูลจาก https://www.moshimoshi.co.th/th/company-info

 

สุดท้ายป้าหมายของ Moshi Moshi คือ ขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัด และเติบโตสู่ระดับโลก ปี 2567 บริษัทฯ มีสาขาค้าปลีกและค้าส่งที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 164 สาขา

Thailand Web Stat