เอกชน รับช็อก สหรัฐขึ้นภาษี36% ห่วงสินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทย
เกรียงไกร ประธานส.อ.ท.ยอมรับช็อก สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษี 36% ห่วงกระทบทางออมสินค้าราคาถูกจากเวียดนาม-อินเดียทะลักเข้าประเทศ จี้รัฐบาลเร่งหามาตการรับมือ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีใหม่ สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% และภาษีตอบโต้กับหลายประเทศ รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยประเทศไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงถึง 36% ว่า ยอมรับว่าเป็นอัตราภาษีที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 2-3 เท่า จากที่คาดว่าอัตราภาษีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 11% ซึ่งจะมีผลกระทบราว 7-8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2-3 แสนล้านบาท
ภาคเอกชนห่วงผลกระทบทางอ้อม
สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดในตอนนี้คือผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากสินค้าราคาถูกจากประเทศที่ถูกขึ้นภาษีสูง เช่น จีนที่ถูกปรับเพิ่มภาษีถึง 54% รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่มีการขึ้นภาษีสูงเช่นกัน เช่น เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งอาจทำให้สินค้าราคาถูกจากเหล่านี้หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยที่กำลังประสบปัญหาหนักอยู่ในขณะนี้
นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้ว่าเราจะคาดการณ์ว่าไทยจะได้รับผลกระทบแน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ ต้องเร่งหามาตรการรับมือและปรึกษาร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น
ช็อกเหมือนกัน เพราะตัวเลขมากกว่าที่คาดการณ์ 2-3 เท่าตัว แม้ว่าเดิมเราจะประเมินไว้อยู่แล้วว่ายังไงไทยก็โดนแน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ ดังนั้นก็ต้องมาคุยกันก่อนว่าวิธีคิดแบบสหรัฐฯ เป็นอย่างไร เพราะยังมีหลายส่วนที่อาจจะยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของ Non Tariff Barriers ที่ตีความได้หลายอย่าง ก็ต้งอมาคุยกันว่าอะไรที่ทำให้เขาพอใจได้บ้าง
การแก้ปัญหาผลกระทบ
นายเกรียงไกร ยังกล่าวเสริมว่า ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าไทยจะโดนภาษีแน่ แต่ตัวเลขภาษีที่ออกมานั้นเกินความคาดหมายมาก จึงจำเป็นต้องเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น กรณี Non-Tariff Barriers ที่อาจมีหลายมิติในการตีความ และต้องเข้าใจในเชิงลึกว่าอะไรที่สามารถทำให้การเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
การร่วมมือระหว่างเอกชนและภาครัฐ
ภาคเอกชนจึงได้เร่งเรียกร้องให้มีการประชุมและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐเพื่อวางแผนรับมือและหามาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากผลกระทบในครั้งนี้
ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความมาตรการที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของ Non-Tariff Barriers ที่สามารถตีความได้หลายแง่มุม ซึ่งจำเป็นต้องมีการหารือและหาทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต