ส่องแผนธุรกิจ JAS ปี 68 ปักหมุดสมาชิก “พรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ” พุ่ง 3 ล้านราย
กางแผนธุรกิจปี 68 JAS ตั้งเป้าจำนวนผู้สมัครสมาชิก “พรีเมียร์ลีก-เอฟเอคัพ” ปีแรก แตะ 3 ล้านราย ธุรกิจบิทคอยน์เติบโตดีต่อเนื่อง จากราคาบิทคอยน์พุ่ง รับความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบันจาก Bitcoin spot ETF-ดอกเบี้ยขาลง-การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ
นายโสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รักษาการ) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของบริษัทในปี 2568 แบ่งออกเป็นธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจสื่อ และคอนเทต์ (Media & Content Business)
บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ได้เข้าลงทุนในสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล English Premier League และ FA Cup โดยให้ บริษัท แจส ทีวี จ ากัด (JASTV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เป็นผู้บริหารจัดการการเผยแพร่คอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ MONOMAX รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายจำนวนผู้สมัครสมาชิก (Subscribers) ในปีแรกไว้ที่ 3 ล้านราย ซึ่งจะสนับสนุนให้กลุ่มบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายผลประกอบการที่วางไว้
ธุรกิจบริหารอสังหาริมทรัพย์ (Property Management Business)
บริษัทมีแผนยกระดับอาคารจัสมินฯ สู่การเป็น Smart and Sustainability Office โดยดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างและภูมิทัศน์อาคารให้ทันสมัย พร้อมทั้งพัฒนาระบบอาคารอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการปรับรูปแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน และดำเนินการเชิงรุกในการหาผู้เช่ารายใหม่เพื่อเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology Business)
บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (JTS) ได้ร่วมมือกับ KT Corporation ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI และ Large Language Model ภายใต้ชื่อ “JAI” โดยมีกำหนดการเปิดตัวในไตรมาส 1/2568 บริษัทมีแผนการพัฒนา Total AI Solutions โดยมุ่งเน้นการให้บริการและสนับสนุนการใช้งาน Generative AI อาทิ GPU Cloud และ AI Solutions ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ JTS ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันและโซลูชัน AI สำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C)
ในปี 2567 โครงการเพิ่มกำลังการขุดบิตคอยน์ และโครงการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ ดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทมีกำลังการขุดที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีปัจจัยลบจากปริมาณการขุดบิตคอยน์ลดลงภายหลังช่วง Bitcoin halving
ในด้านสภาวะตลาด ปัจจุบันราคาบิตคอยน์อยู่ที่มากกว่า 90,000 USD/BTC และได้ทำสถิติราคาสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 109,800 USD/BTC (เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2568) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันจาก Bitcoin spot ETF, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะสนับสนุนตลาดคริปโตมากขึ้น ทำให้ธุรกิจบิทคอยน์ยังคงมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง
จากปัจจัยการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการปรับตัวขึ้นของราคาบิตคอยน์ที่สูงกว่าต้นทุนของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาบิตคอยน์ ณ สิ้นไตรมาส 4 อยู่ที่ 96,250 USD/BTC ซึ่งสูงกว่าต้นทุนของบริษัท อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567 กลุ่มบริษัทมีเหรียญบิตคอยน์ทั้งสิ้น จำนวน 506.45 เหรียญ โดยมีต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญอยู่ที่ประมาณ 2.55 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการโดยรวมของกลุ่มบริษัทในปี 2568