GULF เปิดเทรดวันแรกหลังควบรวม 49.25 บาท โบรกฯ เคาะเป้า 53.25 บาท
GULF กลับมาเปิดเทรดวันแรก 49.25 บาท หลังควบรวม โบรกฯ เคาะราคาเป้าหมาย 53.25 บาท ประเมินกำไรปกติปี 68ที่ 25,504 ล้านบาท เติบโต 15%
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFI และ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH สิ้นสภาพจากการเป็นนิติบุคคล หลังจากนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับจดทะเบียนการควบบริษัท เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2568
โดยบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัท คือ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” ได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของ GULFI และ INTUCH ภายหลังการควบบริษัทแล้วเสร็จโดยผลของกฎหมายตาม พ.ร.บ.
บริษัทมหาชน
คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงสั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ของ GULFI และ INTUCH จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และรับหลักทรัพย์ของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบบริษัท ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2568 (มีผลในระบบการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.2568) และเริ่มซื้อขายได้ในวันนี้ (3 เม.ย.2568)
สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรก หลังจากการควบรวมกับ INTUCH โดยเปิดการซื้อขายที่ราคา 49.25 บาท ปรับลดลง 7.31 บาท หรือคิดเป็นลดลง 12.92% จากราคาปิดก่อนขึ้น SP ที่ 56.56 บาท
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ภายหลังการควบรวมกิจการ GULF จะก้าวสู่การเป็นบริษัทพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค พร้อมศักยภาพในการขยายโอกาสการลงทุนสู่ภาคธุรกิจที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจพลังงานและธุรกิจดิจิทัล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทจะมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและครบวงจรยิ่งขึ้น ครอบคลุมธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และการลงทุน
บล.หยวนต้า (ประเทศ) ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ GULF ณ สิ้นปี 2568 ที่ 53.25 บาท โดยภายหลังการควบรวม GULF จะเป็นบริษัทที่มีธุรกิจหลัก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจ ICT ภายใต้ ADVANC ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างเดิมก่อนการควบรวมกิจการ มองว่าในระยะยาวบริษัทจะมีการนำองค์ความรู้ของแต่ละธุรกิจมาเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นคาดยังไม่เห็น Synergy ที่มีนัยสำคัญระหว่างทั้ง 2 บริษัท คาดยังเน้นไปที่การลงทุนตามแผนเดิมก่อนการควบรวม ทั้งนี้ มองว่าภายหลังกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้นบริษัทจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเติบโตของ GULF ในระยะยาว
สำหรับเบื้องต้นคาดกำไรปกติปี 2568 ของ GULF ที่ 25,504 ล้านบาท เติบโต 15% หนุนจากการเริ่มรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการใหม่ที่ COD ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ Data Center
หากมองไปปี 2569-2570 คาดกำไรปกติของ GULF จะยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการ COD โครงการใหม่ของธุรกิจโรงไฟฟ้าและ ARPU ของธุรกิจมือถือ และ Broadband ที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีอัพไซด์เพิ่มเติมจากการเปิดประมูลคลื่นรอบใหม่ของ กสทช. ในช่วงไตรมาส 2-3/2568 ที่มีโอกาสส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของ ADVANC ลดลงได้ราว 1,000-2,000 ล้านบาท/ปี (เป็นอัพไซด์ให้กับราคาเหมาะสมของ GULF ได้ราว 0.25-0.75 บาท)