เฟอร์กี-คิงเคนนี ดร.ป้าย(ผี-หงส์)แดง
หากให้กล่าวถึง สุดยอดกุนซือแห่งสหราชอาณาจักร
หากให้กล่าวถึง สุดยอดกุนซือแห่งสหราชอาณาจักร
โดย..สไปเดอร์แมว
เชื่อว่าแฟนบอลเกินครึ่งต้องชี้ไปยัง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันบรมกุนซือแห่งทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นับตั้งแต่เอาบั้นท้ายหย่อนลงสัมผัสกับเก้าอี้นายใหญ่แห่งสังเวียนแข้งโอลด์แทรฟฟอร์ดเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เฟอร์กีสามารถพาทีมผีแดงอาละวาดหลอกหลอนคู่แข่งไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นในลีก หรือในระดับฟุตบอลสโมสรยุโรป
ทั้งนี้ ถ้าจะให้ไล่เรียงกล่าวถึงถ้วยแชมป์ที่เฟอร์กีกวาดเข้ามาประดับตู้โชว์ของสโมสร น่าจะกินเนื้อที่บนหน้ากระดาษไม่น้อย เอาเป็นว่าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งล่าสุด ซึ่งสร้างความสะใจให้กับสาวกเรดอาร์มีทั่วโลก นั่นคือการประกาศตัว “ผีแดงพ่อทุกสถาบัน (ลูกหนัง)” หลังจากพาแมนฯ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ในเมืองผู้ดีด้วยการเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้มากที่สุด 19 สมัย แซงหน้า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และด้วยความสำเร็จอย่างล้นหลามตลอดอาชีพการเป็นโค้ชฟุตบอล ป๋าเฟอร์กีจึงได้รับการยกย่องอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นในด้านสาขาอาชีพ หรือแนวทางการดำเนินชีวิต จนทำให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยอดโค้ชเลือดสกอตรายนี้ก็ได้เกียรติยศมาประดับบารมีเพิ่มอีก 1 รางวัล นั่นคือ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงของประเทศสกอตแลนด์ ในฐานะเป็นผู้สร้างเกียรติยศและคุโณปการด้านกีฬาอย่างโดดเด่น
“ผมปลาบปลื้มใจมากกับสิ่งที่มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงมอบให้กับผมในวันนี้ รวมไปถึงครอบครัวของผมด้วย มันเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของผมจริงๆ” เฟอร์กี กล่าว
การได้รับเกียรติอย่างสูงจากมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงนี้ เปรียบเสมือนการนั่งไทม์แมชีนกลับมายังจุดเริ่มต้นของการเป็นโค้ชอาชีพ ซึ่งเฟอร์กีออกสตาร์ตในเส้นทางกุนซือลูกหนังด้วยการคุมทีมอีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์ ในปี 1974 หลังจากนั้นย้ายไปนั่งเก้าอี้กุนซือที่เซนต์ เมียร์เรน, อเบอร์ดีน, ทีมชาติสกอตแลนด์ จนกระทั่งมาฝังรากที่โอลด์แทรฟฟอร์ดตั้งแต่ปี 1986
การได้เห็นป๋าเฟอร์กีสวมชุดครุย สร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้กับแฟนผีแดงเป็นอย่างยิ่ง แต่ช้าก่อน...สาวกเรดอาร์มีทั้งหลายอย่าเพิ่งนำเรื่องนี้ไปคุยโม้กับแฟนหงส์ เพราะเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “คิงเคนนี”เคนนี ดัลกลิช กุนซือลิเวอร์พูล ก็เพิ่งเข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอูลสเตอร์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือในฐานะที่เป็นผู้มีผลงานในด้านเกมลูกหนัง และสนับสนุนกิจกรรมการกุศลเช่นกัน...วะ วะ ว้าวววว
“ผมภูมิใจมาก และต้องขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับผู้ที่พิจารณาว่าผมมีคุณค่ากับปริญญาใบนี้” แม่ทัพแห่งแอนฟิลด์ วัย 60 ปี กล่าว
ดัลกลิช ประสบความสำเร็จทั้งในช่วงอาชีพการค้าแข้ง และการเป็นกุนซือซึ่งถ้าให้พูดถึงทั้งหมดคงยาวเป็นหางว่าวไม่แพ้คนบ้านเดียวกันอย่างป๋าเฟอร์กีแน่นอน โดยยอดโค้ชลูกหนังทั้ง 2 คนนี้เกิดที่กลาสโก ประเทศสกอตแลนด์ เหมือนกันเป๊ะ
นอกจากความยิ่งใหญ่ในสังเวียนแข้งแล้ว ดัลกลิช ยังร่วมมือกับ มารีนา ภรรยาสุดที่เลิฟช่วยกันทำงานการกุศลด้วยการจัดตั้งกองทุนเพื่อสร้างศูนย์เคมีบำบัดช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง มูลค่าถึง 2 ล้านปอนด์ (ราว 100 ล้านบาท) ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอนทรี เมื่อปี 2004
“ทุกอย่างที่ผมทำมาตลอดชีวิตในวงการฟุตบอลนั้น มันเป็นความฝันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ผมอยากเป็นนักฟุตบอลมาตลอด และผมโชคดีที่สามารถทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ซึ่งหากคุณได้อ่านรายงานจากโรงเรียนของผมแล้วละก็ คุณจะรู้ซึ้งได้เลยทันทีว่าฟุตบอลนี่แหละคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว”