จับคดีการเมืองพุ่งพรวดนับพันรายตั้งข้อหา112 อย่างน้อย 124 คน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่ข้อมูลการจับกุมในคดีทางการเมืองบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและพื้นที่ใกล้เคียง 225 รายแยกเป็นเยาวชนอายุ 15-18 ปี อย่างน้อย 62 ราย
เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2564 เว็บไซค์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่ข้อมูลการจับกุมในคดีทางการเมืองโดยระบุว่าในเดือนส.ค. 2564 นับได้ว่าเป็นเดือนที่สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาร้อนแรง โดยเฉพาะการชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการชุมนุมรายวันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และการชุมนุมในลักษณะ “คาร์ม็อบ” รายสัปดาห์ในหลายจังหวัดทุกภูมิภาค ทำให้นำมาซึ่งการดำเนินคดีต่อผู้จัดและผู้เข้าร่วมจำนวนมากในแต่ละกิจกรรม รวมทั้งการจับกุมดำเนินคดีผู้ชุมนุม โดยเฉพาะอย่างสามเหลี่ยมดินแดง เดือนที่ผ่านมา ยอดผู้ถูกดำเนินคดีและจำนวนคดีทางการเมืองจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าในเดือนก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2563 จนถึงวันที่ 31 ส.ค.2564 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,161 คน ในจำนวน 621 คดี ในจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมดนี้ ยังเป็นกลุ่มเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 143 ราย อีกด้วย
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนบุคคลมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 2,221 ครั้งแล้ว และ เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงสิ้นเดือนก.ค. ทำให้พบว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น 404 คน ใน 208 คดี ในเวลาเพียงเดือนเดียว (นับเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน) เป็นเยาวชนที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 92 ราย เท่ากับว่าในเดือนเดียวมีเยาวชนถูกดำเนินคดีมากกว่าเดือนก่อนหน้านี้รวมกัน
ส่วนสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 124 คน ในจำนวน 126 คดี
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 107 คน ในจำนวน 33 คดี
3. ข้อหา “มั่วสุมกันใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดการวุ่นวาย” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 320 คน ในจำนวน 81 คดี
4. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 893 คน ในจำนวน 324 คดี แยกเป็นคดีในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 24 คดี และคดีฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 300 คดี
หากย้อนนับคดีตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง ยอดผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะมีรวมกันอย่างน้อย 902 คน ในจำนวน 331 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ อย่างน้อย 106 คน ในจำนวน 69 คดี
6. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างน้อย 74 คน ในจำนวน 87 คดี
จากจำนวนคดี 621 คดีดังกล่าว มีจำนวน 92 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว เพราะผู้ถูกกล่าวหายินยอมให้เปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ หรือในชั้นศาล เนื่องจากข้อกล่าวหามีอัตราโทษปรับ เช่น ข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, ข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ หรือข้อหากีดขวางการจราจร, ข้อหาใช้เครื่องขยายเครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น ขณะที่ในจำนวนนี้ มี 2 คดี ที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องไป 1 คดี
แนวโน้มเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 นี้ ยังมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1. สถานการณ์ชุมนุมเข้มข้น ขณะการจับกุมเกิดขึ้นรายวัน ยอดผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีเกือบ 300 ราย การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นรายวัน ทั้งการชุมนุมโดยสงบในพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และการชุมนุมที่มีเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดงที่แทบกลายเป็นจุดปะทะรายวัน นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
ตลอดเดือนส.ค.ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่ามีผู้ถูกจับกุมจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ไม่น้อยกว่า 298 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างน้อย 15 ราย เยาวชนอายุ 15-18 ปี อย่างน้อย 68 ราย และ ผู้ใหญ่ 215 ราย
ผู้ถูกจับกุมที่เป็นเด็กและเยาวชนรวมกันเท่ากับ 83 ราย หรือหากคิดเป็นอัตราส่วน เท่ากับร้อยละ 27.8 ของผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองและถูกจับกุมจำนวนมาก และทำให้ยอดเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินทางการเมืองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากนับเฉพาะผู้ถูกจับกุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงการจับกุมต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เรื่อยมา ยอดผู้ถูกจับกุมมีอย่างน้อย 225 ราย แบ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างน้อย 15 ราย เยาวชนอายุ 15-18 ปี อย่างน้อย 62 ราย
ศูนย์ทนายฯ พบว่าผู้ถูกจับกุมมีทั้งกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม แต่เดินทางกลับบ้านด้วยเส้นทางดังกล่าว หรือหลุดเข้าไปในพื้นที่ปะทะทำให้ถูกจับกุมไปด้วย, กลุ่มที่เข้าร่วมชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ, กลุ่มผู้ขับรถเครื่องขยายเสียงในการชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่พุ่งเป้าจับกุมดำเนินคดีอย่างชัดเจน รวมทั้งมีสถานการณ์การยึดรถเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมโดยกล่าวหาว่าตรวจพบพลุ ประทัด ระเบิดปิงปอง หรือระเบิดแสวงเครื่อง ในครอบครองด้วย
ข้อหาที่ผู้ถูกจับกุมถูกกล่าวหามีตั้งแต่ข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิว หรือฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องการชุมนุมที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคฯ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพียงข้อหาเดียว หรือผู้ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมในการปะทะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ มักจะถูกกล่าวหาด้วยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, มาตรา 216, ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน หรือทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานอีกด้วย
ในหลายกรณี พบว่าผู้ถูกจับกุมถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายในรูปแบบต่างๆ ด้วย ทั้งถูกยิงกระสุนยางจำนวนหลายนัด ถูกรุมกระทืบ หรือถูกไม้กระบองตี ทำให้ได้รับบาดเจ็บหนัก