ศาลออกหมายจับสส.ไชยามพวาน กระแสกดดันให้ลาออกสู้คดีแบบคนทั่วไป
ศาลออกหมายจับ นายไชยามพวาน ส.ส. พรรคไทยก้าวหน้า คดีข่มขืน จุดกระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ลาออก ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มกันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะนักกฎหมายชี้เอกสิทธิ์สส.ไม่ควรเป็นเกราะป้องกันคดีอาญาร้ายแรง
กรณีศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายจับ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรุงเทพมหานคร พรรคไทยก้าวหน้า ในข้อหาข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2568 มีเสียงหลายฝ่ายเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะประชาชนทั่วไป
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า หากไชยามพวานไม่ลาออก สภาควรมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า นักการเมืองควรมีจริยธรรมสูงกว่าประชาชนทั่วไป และหากมั่นใจว่าบริสุทธิ์ ควรลาออกและสู้คดีโดยไม่ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.
น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เห็นว่าหากศาลตัดสินว่าผิดจริง จะกระทบภาพลักษณ์ของสภา และสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ยังมีอยู่ในสังคมไทย
ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน แสดงความเห็นว่า เอกสิทธิ์คุ้มกันของสมาชิกรัฐสภาไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันในคดีอาญาร้ายแรง เช่น คดีข่มขืน คดีฆาตกรรม หรือคดีทุจริต เพราะอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เอกสิทธิ์นี้มีผลเฉพาะระหว่างสมัยประชุมเท่านั้น และเมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าว การดำเนินคดีย่อมเป็นไปตามปกติ
หลักการให้เอกสิทธิ์คุ้มกันแก่สมาชิกรัฐสภา มาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งบัญญัติขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14–15 เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งสมาชิกรัฐสภา ต่อมาในปี ค.ศ. 1688 ได้มี "Bill of Rights" กำหนดว่า คำพูดและการอภิปรายในสภาจะไม่นำไปเป็นเหตุให้ฟ้องร้องในศาล นอกจากจะเป็นการกระทำนอกรัฐสภา หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญของหลายประเทศ
ข้อสรุปกรณีนายไชยามพวาน เป็นตัวอย่างสำคัญสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นเรื่องเอกสิทธิ์คุ้มกันของสมาชิกรัฐสภาในคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมไทย คำถามสำคัญคือ สมาชิกรัฐสภาควรได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันเพียงใด และควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหรือไม่