“ท่าเรือประจวบ” ก้าวสู่ Blue Economy ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

24 มีนาคม 2568

บ.ท่าเรือประจวบ ยกระดับสู่การเป็น "ประตูสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน" หรือ Blue Economy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (PPC) ในเครือกลุ่มเหล็กสหวิริยา เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับปี 2568 มุ่งขยายธุรกิจให้หลากหลาย พร้อมยกระดับสู่การเป็น "ประตูสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน" หรือ Blue Economy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

 

นายจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ PPC ระบุว่า บริษัทเตรียมขยายบริการจากเดิมที่เน้นกลุ่มธุรกิจเหล็กสหวิริยาเป็นหลัก ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่สร้างรายได้ระยะยาว โดยมี 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขนส่งสินค้า, กิจกรรมนอกชายฝั่ง, การจัดการของเสีย, และการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล

 

นายจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ PPC นายจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ PPC

 

เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว บริษัทได้จัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 3 หน่วยหลัก ได้แก่ 1) หน่วยธุรกิจขนส่งสีน้ำเงิน (Blue Transport) สำหรับการขนถ่ายสินค้าทั้งบนบกและทางทะเล 2) หน่วยธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง (Blue Offshore) รองรับกิจกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมในทะเล และ 3) หน่วยธุรกิจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสีน้ำเงิน (Blue Conservation) ที่มุ่งเน้นการดูแลระบบนิเวศทางทะเลและการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นายจิรย้ำว่า ท่าเรือประจวบพร้อมใช้ศักยภาพทั้งด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พื้นที่หลังท่าเรือ, บริการขนถ่ายสินค้า, ระบบฝากเก็บ, และการขนส่งทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยยังคงใส่ใจต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการจัดการก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของท่าเรือให้สอดคล้องกับแนวทาง Blue Economy

 

ปัจจุบัน ท่าเรือประจวบถือเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่ที่อำเภอบางสะพาน ด้วยหน้าท่าลึก 15 เมตร (MSL) รองรับเรือขนาดใหญ่สูงสุด 110,000 เดทเวทตัน (DWT) พร้อมเขื่อนกันคลื่นที่ออกแบบพิเศษเพื่อรองรับสภาพทะเล ช่วยให้การปฏิบัติงานปลอดภัยตลอดปี

 

Blue Economy หรือ "เศรษฐกิจสีน้ำเงิน" เป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การประมง, การท่องเที่ยวทางทะเล, การผลิตพลังงานทางทะเล เช่น พลังงานลมและพลังงานคลื่น, การขนส่งทางทะเล, ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางทะเล เป้าหมายสำคัญคือสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปกป้องทรัพยากรทางทะเลเพื่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีชายฝั่งทะเลยาว 3,148 กิโลเมตร และป่าชายเลนประมาณ 1.5 ล้านไร่ แนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมีความสำคัญเนื่องจากประชากรประมาณ 26 ล้านคนอาศัยอยู่ในจังหวัดชายฝั่งทะเล และพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลในการดำรงชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทยกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาปรับใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลรักษาระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

Thailand Web Stat