เปิดใจ ‘ป๊อป’ แฟนจักรภพ ความรักกับการเมืองที่เคยคิดว่าไม่อาจเป็นไปได้!
สัมภาษณ์พิเศษ 'ป๊อบ' สุไพรพล ช่วยชู เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ถึงประเด็นความรักและการเปิดตัวเป็นคู่รัก LGBTQIAN+ ของ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ จากวันที่ต้องหลบสังคมอยู่ในมุมเล็กๆ สู่วันที่เดินออกมาสู่แสงไฟ และก้าวต่อไปของคู่รัก คู่คิด คนการเมือง!
บางคนบอกว่าความรักต้องใช้เวลาพิสูจน์ บางคนบอกว่าความรักจริงไม่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่กับคู่ของ สุไพรพล ช่วยชู หรือ 'ป๊อบ' และจักรภพ เพ็ญแข หรือ 'พี่เอก' ต้องใช้สิ่งที่มากกว่าเวลาเป็นข้อพิสูจน์ เพราะต้องใช้ทั้งระยะทาง กฎเกณฑ์ทั้งที่บ้าน และสังคม จนถึงขั้นเอาชีวิตเข้าเสี่ยง!
1
ป๊อบ สุไพรพล ช่วยชู เป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวปากกัดตีนถีบ ป๊อบไม่ได้เติบโตมากับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่แยกทางกัน มีเพียงย่าและอาที่เลี้ยงดูในครอบครัวที่มีแต่เพศหญิงมาโดยตลอด
‘ ป๊อบรู้ตัวว่าเป็น LGBTQIAN+ ตั้งแต่เด็ก ตอนเด็ก ๆ เคยโดนบูลลี่ไม่ว่าจะทั้งที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน ตอนเรียนเป็นคนที่ผอมและตัวเล็ก ไปเล่นนอกบ้านไม่ได้ ย่าบอกกลัวจะโดนแกล้ง ย่าก็สอนว่าให้สู้คนแต่อย่าให้หาเรื่องคน เลยเป็นนิสัยตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา พอมาถึงตอนทำงาน การขึ้นตำแหน่งหรือประเมินผลงาน ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาที่เหยียดเพศ ก็แกล้ง ไม่สามารถตอบโต้ได้เลย ก็คือถึงขั้นคิดว่าขอลาออกดีกว่า
ตอนนั้นสิ่งที่ทำให้ผ่านมาได้ ก็คิดแค่ว่าคงจะมีอีกหลายคนที่โดนลักษณะเดียวกัน แต่มันก็เป็นเหตุผลที่อยากจะเคลื่อนไหวด้านนี้เมื่อเราโตขึ้น
พอโตขึ้น ปกติก็จะไปร่วมกิจกรรมของ LGBTQIAN+ เพราะป๊อบก็อยากจะสู้ให้คนอื่นเหมือนกันครับ’ ป๊อบเล่าให้ฟังถึงเรื่องพื้นเพของเขา
แม้ป๊อบจะถูกบุลลี่จากสังคมรอบข้าง เพราะสังคมไทยยังไม่เปิดรับ LGBTQIAN+มากนักในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ป๊อบก็อยู่ในครอบครัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ และทำให้เขามีพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
ตัดภาพมาที่ จักรภพ เพ็ญแข ดีกรีนักเรียนนอก คร่ำหวอดในวงการสื่อ ก่อนจะเข้ามามีบทบาททางการเมืองในตำแหน่งแรกคือ โฆษกรัฐบาล ซึ่งไม่เคยบอกพ่อกับแม่ก่อนหน้านั้นว่าตนเองเป็น LGBTQIAN+ และไม่ได้บอกให้ใครรับรู้เพราะไม่อยากโดนอคติที่มองว่าคนกลุ่มนี้ ‘อ่อนไหวง่าย’
และแล้วคนสองคนที่อยู่ต่างชนชั้น ต่างสังคม ... พวกเขาสองคนก็โคจรมาเจอกันผ่านหนังสือที่ชื่อว่า ‘ขอบฟ้าที่ตาเห็น’
2
‘เจอกับพี่เอกที่งานสัปดาห์หนังสือ จัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 'ขอบฟ้าที่ตาเห็น' เป็นหนังสือของเขา มีการไปขอลายเซ็นต์ในงาน เลยได้เจอกัน’ ป๊อบนึกย้อนไปถึงวันแรกที่ได้เจอกับ ‘พี่เอก’ คำเรียกที่ป๊อบเรียกคนรักของเขา
ขอบฟ้าที่ตาเห็น เป็นหนังสือที่ ‘พี่เอก’ หรือ คุณจักรภพ เพ็ญแข เขียนขึ้น สารคดีท่องเที่ยวอารมณ์ดี ทีเล่นทีจริง มีแง่คิดและมุมมองที่น่าสนใจในต่างแดน ซึ่งถูกใจ ‘ป๊อบ’ เข้าอย่างจังจนถึงขั้นต้องไปขอลายเซ็นต์
‘ ที่เจอกันก็มีการให้นามบัตรและชวนมาร่วมงาน ซึ่งตอนนั้นพี่เอกทำงานเกี่ยวกับสื่อ สุดท้ายก็ได้เข้าไปทำงาน’ จักรภพเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าครั้งแรกที่เจอกัน ก็ถูกใจตั้งแต่แรกเพราะป๊อบมีแววตาที่สวย จนอยากจะทำความรู้จัก
‘ เพื่อนไปด้วย เพื่อนแซวว่า เขาให้นามบัตร สงสัยเธอต้องโทรไปแล้วถามว่าให้ไปทำอะไร ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะมาถึงขั้นชอบกันขนาดนี้ ก็มีคิดนิดๆ นะว่าให้ไปร่วมทำงานนี่จีบรึเปล่า
ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าพี่เอกจะเป็น LGBTQIAN+ เขาก็มีบุคลิกแบบนี้มาโดยตลอด มันเหมือนบางครั้งเราก็เคยสงสัยบางคนว่าเป็นไหม แต่ก็มีสิทธิไม่ใช่ก็เป็นไปได้ อีกอย่างตอนนั้นคนที่มีชื่อเสียงออกมาเปิดตัวเป็น LGBTQIAN+ กันน้อยมากเพราะไม่มีใครยอมรับ’
หลังจากที่ป๊อบเข้าไปทำงานร่วมกันก็มีโอกาสได้เจอ ทานข้าว และคอยช่วยเหลือกันมากขึ้น
‘ 10 ปีที่เรารู้จักกัน ทานข้าวกัน แต่ไม่เคยไปเจอกันในที่ลับตาคน .. ใช้เวลานานจนกว่าจะคบกัน เพราะช่วงแรกพี่เอกมีแฟนอยู่แล้ว ก็ต้องให้เคลียร์ตัวเองก่อน’
การเจอป๊อบทำให้จักรภพเริ่มไม่มั่นใจว่าชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะผู้หญิงที่คบด้วยก็รัก กับป๊อบก็รัก จนตอนหลังถึงได้คำตอบกับตัวเองว่าชอบผู้ชายมากกว่า จึงตัดสินใจเรียกตัวเองว่า ‘เกย์’ ป๊อบจึงต้องเผชิญกับความไม่แน่ใจในตัวเองของจักรภพอยู่นานกว่าจะได้คบเป็นแฟน
‘เกร็งครับ เพราะเขามีชื่อเสียง’ ป๊อบเผยถึงความรู้สึกที่ได้คบหากับ จักรภพ เพ็ญแข
นอกจากฐานะทางสังคม อุปสรรคอีกหนึ่งอย่างที่เจอคือเรื่องของความแตกต่างของครอบครัว หลังจากที่จักรภพเปิดตัวกับทางบ้านก็พบว่าไม่ได้รับการยอมรับ!
‘เรามาจากคนละชนชั้น กว่าจะปรับตัวเข้าหากันลำพังสองคนไม่เท่าไหร่ แต่มีเรื่องของครอบครัวด้วย ป๊อบเองก็ต้องพัฒนาตัวเอง พี่เอกก็มีความคาดหวังกับเราสูง อยากให้เราดีขึ้น ก็จะสอนเรา มีอารมณ์ ดุเรา บางทีเราก็ดื้อไม่ฟัง’
ป๊อบใช้วิธีการถ่อมตัว และทำให้ครอบครัวของจักรภพเห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวจักรภพยอมรับป๊อบ
แต่นั่นยังไม่ใช่อุปสรรคครั้งสุดท้าย เพราะจักรภพเข้าสู่เส้นทางการเมือง
3
ป๊อบเป็นคนที่จักรภพโทรไปปรึกษาว่าจะเป็นโฆษกรัฐบาลดีหรือไม่ เพราะนั่นหมายถึงจะเป็นตำแหน่งทางการเมืองแรกของจักรภพ เพ็ญแข แต่สุดท้ายป๊อบก็แค่บอกว่าถ้าหากเป็นประโยชน์เพื่อประชาชนก็ให้เป็น
‘การที่พี่เอกเล่นการเมืองก็มีส่วนที่ทำให้เราเปิดตัวไม่ได้เหมือนกัน’ ป๊อบยอมรับ
จักรภพเคยให้สัมภาษณ์ว่าสมัยนั้นการเมืองด้อยค่าเรื่อง LGBTQIAN+ บอกว่าเป็นเกย์ไม่ดี จักรภพอ่อนไหวเกินไป วงการการเมืองผู้ชายชอบโชว์แมน โชว์ผู้หญิง
แต่นั่นยังไม่ใช่เหตุผลทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคทางความรักของป๊อบเมื่อเทียบกับเหตุการณ์การลี้ภัยที่กินเวลายาวนานกว่า 15 ปี
‘ ช่วงที่ลี้ภัย ตอนนั้นไปช่วยพี่เอกหลังจากที่มีการชุมนุมเสื้อแดงที่สนามหลวง มีการปราศรัยกันเป็นเดือน ตอนนั้นก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ไปไหนต้องไปด้วยกัน ไปตอนกลางคืนก็ต้องตัวติดกัน เพราะเป็นห่วง พอเจอวิกฤตการเมืองถึงขั้นต้องลี้ภัย ตอนนั้นตามไปไม่ได้เพราะอันตราย พี่เอกต้องไปก่อน
ตอนนั้นไวมาก ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง จำได้ตอน 10 โมงคือไปส่ง ส่วนใหญ่ก็คุยกันเรื่องความปลอดภัยและการเดินทางให้ราบรื่นเรียบร้อย และแยกกันตรงสนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นรถไปคนละคัน
ความรู้สึกคือ ตกใจและปรับตัวไม่ค่อยได้ เสียใจมากเพราะไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง วันที่ 14 เมษายน 2552 จำได้แม่นเลยครับ เคยคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ไปทำอะไรไม่ดีไว้รึเปล่า นานไปเข้า ก็เข้าใจว่าสถานการณ์แบบนี้ใครก็อาจเจอได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราจะฝ่าฟันมันไปยังไงมากกว่า พอไกลกันก็กลัว แต่ว่าเราก็เห็นใจซึ่งกันและกัน และอดทนครับ'
ความอดทนเป็นสิ่งที่ย่าของป๊อบสอนอยู่เสมอ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผ่านอุปสรรคไปได้ด้วยดี
‘ ที่จริงแล้วตอนที่แยกจากกัน เราไม่ศรัทธาเลยว่าจะอยู่กันได้ยืดยาว เวลาเดินทาไปเจอพี่เอกที่เมืองนอก ก็ต้องนัดหมายนานมาก เพื่อความปลอดภัย นัดเวลากันเป็นเรื่องที่เหนื่อยและลำบากมาก ทุกอย่างต้องวางแผน แค่โทรนัดกันแล้วไปเจอกันไม่ได้ เพราะอาจจะโดนดักฟังรึเปล่า เราตามใจตัวเองไม่ได้เลย ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นตลอด 15 ปี แต่ในขณะเดียวกันเราก็เชื่อว่าพี่เอกไม่ได้เอาข้ออ้างทางการเมืองมาเป็นประเด็นในการคบกัน
ครอบครัวป๊อบทีแรกก็ตกใจที่เราคบกับจักรภพ เพ็ญแข รู้ตั้งแต่ก่อนลี้ภัยแต่ก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าคบกันแล้วชีวิตเราดีขึ้น แต่พอเกิดเหตุการณ์ลี้ภัย ทางบ้านก็มีพูดนะว่าเขายังติดต่ออยู่มั้ย เขากลัวว่าเราจะถูกทิ้งครับ’
จักรภพทำข้อตกลงกับป๊อบไว้หลังจากต้องมีรักทางไกล ว่าหากมีใครขอแค่ให้บอกและอย่าปิดบังกัน
' ตอนนั้นเราก็มีไปเที่ยวบ้าง มีคนเข้ามาคุย เข้าหา เจอคนอื่นบ้างปกติ แต่พี่เอกก็บอกว่า อย่าให้เขาเสียใจหรือมีปัญหา ถ้าคุยมันก็จะผูกพันแล้วมีปัญหากับความสัมพันธ์ได้
แต่แปลกที่ว่าเวลายิ่งผ่านไปกลับเริ่มมั่นใจในตัวกันและกัน เพราะพี่เอกเป็นคนที่ถึงจะอยู่ไกลก็คอยช่วยเหลือดูแลตลอด และให้ความสำคัญในเรื่องของการไม่โกหก รู้จักขอโทษเวลาที่ป๊อบรู้สึกไม่ดี เพราะพี่เอกเป็นคนพูดเยอะ พูดเสียงดัง เขาก็จะขอโทษเสมอ มันเป็นเคล็ดลับที่ทำให้เราอยู่กันมาได้ยาวนาน'
4
วันที่ 28 มีนาคม 2567 เวลา 07.35 น. จักรภพ เพ็ญแขมีกำหนดการเดินทางกลับไทยหลังลี้ภัยการเมืองไป 15 ปีเต็ม
‘ เราก็คุยกันว่าจะเดินทางกลับ เพราะเห็นว่ามีช่องทางที่จะคุยและเดินทางเข้ามาได้ ก็คือกลั้นใจดูเลยว่าสังคมยอมรับมั้ยด้วย
วันนั้นทั้งกังวลและโล่งอก กังวลเพราะว่าตอนที่ไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากพี่เอกประสานไปทางเจ้าหน้าที่ว่าจะออกจากช่องของสนามบิน แต่ว่าพอมาถึงปุ๊บก็โดนพาตัวไปที่กองปราบทันที เราก็กังวลมากกลัวมาก กลัวจะโดนกลั่นแกล้งครับ ตอนนั้นก็ถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เราต้องเอาเอกสารต่างๆ ไปให้ก็ใช้เวลากว่าครึ่งวัน
ตอนมาเจอก็กอดกันแล้วก็พูดว่า ดีใจที่ได้เจอกัน พี่เอกก็พูดมาประโยคหนึ่งว่า 15 ปีพอแล้วนะ หมายความว่า 15 ปีที่จากกันไป สำหรับเราสองคนมันพอแล้ว’
15 ปีแห่งการเดินทาง ป๊อบยอมรับว่ามันสอนให้เป็นผู้ใหญ่ และสามารถยืนหยัดต่อสู้กับภาระและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต โดยมี ‘พี่เอก’ คอยสั่งสอนและเป็นตัวอย่างให้เห็นตลอด
‘พี่เอกเขาไม่ค่อยชมตัวเอง มีความอดทนสูง เวลาผ่านความทุกข์ยากและเสียใจอย่างเช่นตอนที่พ่อของพี่เอกเสีย เขาก็ตั้งหลักได้ ไม่จิตตกจนเกินไป’ บิดาของจักรภพ เพ็ญแขเสียชีวิตในปี 2558 ซึ่ง ณ ขณะนั้นจักรภพยังอยู่ระหว่างการลี้ภัยทางการเมือง
5
‘เราคบกันไม่เปิดเผยมาโดยตลอด บางคนอาจจะรู้ บางคนไม่กล้าถาม เพิ่งมาเปิดตัวนี่แหละครับ เราเข้าใจที่ไม่เปิดตัว เพราะสภาพสังคมไทยยังยอมรับไม่ได้และเรื่องของกฎหมาย ทำให้มีอุปสรรคหลายอย่าง เราก็ไม่คิดจะเรียกร้อง เราก็คิดว่าสังคมไทยคงไปได้เท่านี้’
ป๊อบบอกว่าเมื่อเห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมกำลังจะผ่าน ทั้งคู่จึงตั้งใจจะจดทะเบียนสมรส และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เปิดตัวกับสังคม
‘ก็กังวลกลัวว่าสังคมจะไม่ยอมรับ คือเหมือนกับสังคมยังไม่เปิดรับทั้งหมด เช่น เรื่องคำนำหน้าชื่อ ก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไข ไม่เปิดหมดซักทีเดียวซึ่งต้องใช้เวลา’
การที่จักรภพเปิดตัวเป็น LGBTQIAN+ ในฐานะคนที่มีชื่อเสียง ไม่แคล้วที่จะถูกถามถึงประเด็นก้าวต่อไปในฐานะคน LGBTQIAN+
‘ ต่อจากนี้ จริงๆ แล้วป๊อบเป็นห่วงคนที่เป็น LGBTQIAN+ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่เป็นชนชั้นนำ แต่เป็นกลุ่มที่ยากจนและลำบาก คือ ชีวิตมันก็ยากขึ้น’ สิ่งที่ป๊อบคิดมาจากประสบการณ์ของตนเองตั้งแต่เด็ก
'ก็มีปรึกษาพี่เอกว่าอยากให้ช่วยหาหนทางที่จะเป็นแนวทางให้พวกเขาเหล่านั้น อย่างในโรงเรียนก็มีเด็กนักเรียนที่เป็น LGBTQIAN+ ก็ควรจะมีการให้ข้อมูลกับครอบครัว รวมถึงสถานศึกษาควรจะมีครูแนะแนวที่เข้าใจเด็กกลุ่มนี้มากกว่านี้ เราขาดแคลนครูในลักษณะนี้มากครับ
ซึ่งพี่เอกก็คงจะมีความเคลื่อนไหวแน่นอนในอนาคต ไม่ใช่แค่ทางฝั่งการเมืองอย่างเดียว แต่เรามองว่าเราจะประสานและให้เกิดเครือข่ายที่เป็นความร่วมมือจากทุกฝ่ายและกระจายไปทั่วประเทศ อันนี้คือทีคิดไว้ ’
สุดท้ายป๊อบบอกว่าความรักของเขา หากจะให้นิยามคือเป็นความเข้มแข็งและเสียสละ ที่ต้องมอบให้กันและกันในขณะเดียวกันก็ต้องมอบให้แก่สังคมได้ด้วย และสิ่งสำคัญคือต้องอาศัยความเชื่อใจ ซึ่งต่างกันมากเมื่อเทียบกับเรื่องของการเมือง!