posttoday
กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

24 มีนาคม 2568

ที่นี่ที่เดียว! สัมภาษณ์ Exclusive อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ประเด็นการผลักดันยาสมุนไพรไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ หวังทดแทนยานอก 7,000 ล้าน!

KEY

POINTS

  • สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ตอบข้อสงสัย ดึงยาแผนปัจจุบันตัวไหนออกจากระบบบ้าง เพื่อใช้ยาสมุนไพรทดแทน และปีหน้าจะเริ่มใช้ยาสมุน

อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยโดยรวมมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท โดยที่เป็นการใช้ยาในโรงพยาบาลรัฐกว่า 70,000 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา

สิ่งนี้ถือว่าเป็นภาระของรัฐบาล เนื่องจากแม้การผลิตยาแผนปัจจุบันในประเทศ โดยเ​ฉพาะยาในกลุ่มสามัญจะทำได้จากโรงงานของไทย แต่วัตถุดิบยาหรือที่เรียกว่า API กว่า 90% เป็นต้นทุนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น (อ่านเพิ่มเติม :เจาะสาเหตุ 'มหิดล' เปิดโรงงาน ATMPs จับมือ 'สยามไบโอไซเอนซ์)

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่เป็นกระทรวงซึ่งแบกภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลของประชาชน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี มีแผนที่จะเปลี่ยนกระทรวงใช้เงิน เป็นกระทรวงที่จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจแง่บวกให้แก่ประเทศ โดยมองถึงตลาดของยา โดยการใช้ ‘ยาสมุนไพรไทย’ เข้ามาทดแทน

 

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงนโยบายดังกล่าว โดยบางเรื่องเป็นสิ่งที่จะได้อ่านจากที่นี่เป็นครั้งแรก!

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

 

ตอบข้อสงสัยนโยบายใช้ยาสมุนไพรไทยทดแทนยานอก

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก เปิดเผยถึงตัวยาที่จะนำมาทดแทนยาแผนปัจจุบันว่า

“โดยหลักการคือ เราต้องลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน และเห็นการใช้ยาสมุนไพรไทยเพิ่มขึ้น จึงต้องนำยาสมุนไพรไทยมาแมตช์กับยาแผนปัจจุบัน โดยได้มาทั้งหมด 10 โรค 10 ตัว แต่ใน 10 ตัวนี้ เราล็อกแน่ๆ คือ 3 ตัวที่จะต้องนำยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ ก็คือ

  1. ยาทาแก้ปวด Analgesic Balm โดยใช้ ไพล ทดแทน
  2. ยาน้ำแก้ไอ ใช้ ประสะมะแว้ง หรือ มะขามป้อม ได้
  3. ยาระบาย Bisacodyl ทางแผนไทยใช้ มะขามแขก

มีอีก 2 ตัวที่อยู่ในขั้นการพิจารณาจะเป็นตัวยาลดอาการแน่นอืด ท้องเฟ้อ คือ ขมิ้นชัน และเพชรสังฆาต ที่รักษาริดสีดวง แต่เนื่องจากทางโรงพยาบาล ขอว่าเลือกตัวอื่นด้วยได้หรือไม่ จึงมีการล็อคแค่ 3 ตัวก่อนที่มั่นใจว่าทุกโรงพยาบาลจะสามารถเอาออกได้อย่างแน่นอน”

 

‘ เอาออก’ ในความหมายของอธิบดีคือ

 

ออกจากบัญชีโรงพยาบาลเลยครับ ก็จะไม่มียาแผนปัจจุบันอยู่ในบัญชียาโรงพยาบาล แล้วก็ใช้ยาแผนไทยแทน

 

แต่เดิม ยาสมุนไพรไทยในบัญชียาหลักแห่งชาติมีอยู่ด้วยกัน 32 รายการ ซึ่งแพทย์มีสิทธิที่จะใช้หรือไม่ใช้ได้ ซึ่งข้อแตกต่างคือ ยา 3 ตัวข้างต้นมีการล็อกให้นำทดแทน 100% ในระบบการเบิกจ่ายของโรงพยาบาล

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

 

ผลักดันงบ 1,000 ล้านให้คนไทยใช้ยาไทย เป็นไปมากน้อยแค่ไหน?

กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าการใช้ยาไทยในระบบของ สปสช. โดยปกติจะให้งบประมาณเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยทุกปีราว 900 ล้านบาท เป็นนวด 600 ล้านบาท และยา 300 ล้านบาท จากนโยบายการใช้ยาสมุนไพรดังกล่าว ปีนี้มีการเพิ่มให้กับการใช้ยา 500 ล้านบาท จึงตกอยู่ที่ราว 1,500 ล้านบาท


ปัญหาหนึ่งของการใช้ยาสมุนไพรไทย ไม่สามารถแก้ไขโดยการนำ ‘ยาออกจากระบบ’ แล้วจะมียอดการใช้เงิน 1,000 ล้านบาทตามเป้า  แต่ต้องมีการ 'เบิกจ่ายยา'

การเบิกจ่ายยาต้องกระทำด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งจุดนี้เป็น ‘ความท้าทาย’ สำคัญของนโยบาย เนื่องจากที่ผ่านมาแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้มีความรู้เรื่องแพทย์แผนไทย หรือไม่มีความมั่นใจในการใช้ยาสมุนไพร

 

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุในประเด็นดังกล่าวว่า 

“ตัวยาสมุนไพรที่ให้ใช้ เป็นยาที่ได้รับการยืนยันว่าใช้ได้ผลดีนะครับ ซึ่งเรากำลังทำงานร่วมกับกรมการแพทย์ (ดูแลเรื่องการรักษาแผนปัจจุบัน) เพื่อทำแนวทางการใช้ยา โดยแพทย์แผนปัจจุบันเป็นผู้ทำออกมาให้ ซึ่งปัจจุบัน เรื่องไพล ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปกำลังทำเรื่องตัวยาแก้ไอ ก็อยากให้มั่นใจ เพราะกรมการแพทย์ทำแนวทางออกมาแล้ว

ทั้งนี้ ยาดังกล่าวยังมีผลการใช้และวิจัยออกมารับรองเรียบร้อยครับ และตัวยาที่ระบุให้ใช้นั้นสามารถใช้ร่วมกับยาแผนตะวันตกได้โดยไม่มีผลข้างเคียง”

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

 

นพ.สมฤกษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ปรับโครงสร้างกรมฯ และตั้งกองหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานวิจัยขึ้นมา โดยดึงคนที่มีศักยภาพอยู่รวมกันแล้วทำวิจัย ซึ่งผู้ที่ให้ทุนวิจัยคือ กระทรวงอว. หรือ สกสว. ตั้งแผนวิจัยไว้ด้วยงบประมาณปีละพันล้าน เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ยาสมุนไพรและการใช้บริการแพทย์แผนไทย

นอกจากเน้นนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสร้างการยอมรับให้แก่ยาสมุนไพรไทยแล้ว ในระบบบริการก็มีการอำนวยความสะดวกให้แก่แพทย์แผนปัจจุบันที่จะใช้ยาสมุนไพรไทยด้วย

“ ในระบบบริการ เราหยิบเอาโรคที่เจอบ่อยและแพทย์มีโอกาสรักษา และใส่ยาสมุนไพรใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาล ซึ่งทำให้แพทย์สามารถที่จะคลิกเลือกการรักษาด้วยยาสมุนไพร แล้วก็ขึ้นตัวยาสําหรับโรคนั้นมาให้ ทำให้แพทย์สั่งยาสมุนไพรได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องจําโดสยา อย่างไรก็ตามเราคิดว่าหากแพทย์ได้รักษาโรคเดิมๆ สัก 2 เดือนเจอไป 5 - 10 ราย ก็จะจำได้”

 

นอกจากนี้  การขับเคลื่อนเพื่อให้แพทย์ใช้ยาแผนไทย มีตั้งแต่การมอบเกียรติบัตรให้กับโรงพยาบาลที่เบิกจ่าย นอกจากนี้มีการจัดงบประมาณ 60 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาลที่เอายาแผนปัจจุบันออกได้ 5 รายการ ก็จะได้ 2 แสนบาท ซึ่งเวลาที่นำ ‘ยา’ ออกก็ต้องมียอดการใช้ 2 เท่าตัวในยาสมุนไพรด้วย และการใช้ยาสมุนไพรใน 32 รายการของในบัญชียาหลักแห่งชาติยังสามารถเบิกได้เต็มจำนวน

“ กิจกรรมทั้งหมด น่าจะส่งเสริมให้แพทย์และโรงพยาบาลมีการใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะขยับมากขึ้นเท่าตัว และเรามีการติดตามประเมินผลอยู่ หากปีนี้หกเดือนกว่าๆ ทำได้ 1,000 ล้าน ปีหน้าจะมีเวลาเพิ่มสองเท่า รวมไปถึงการใช้ยาในกลุ่มที่ยากขึ้น ก็น่าจะสามารถถึงที่ตั้งเป้าไว้ได้

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

 

เตรียมขยายการใช้ยาสมุนไพรในโรคยาก

นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า ในปีหน้า จะมีการขยายการใช้ยาสมุนไพรในโรคยาก

“ ในขั้นตอนต่อไปที่เป็นโรคยากขึ้น เราต้องการงานวิจัยรับรอง เช่น เบาหวาน หรือการลดน้ำตาล เช่นขมิ้นชันลดน้ำตาลได้ หรือมะระขี้นกก็ลดน้ำตาลได้ เพียงแต่ต้องการงานวิจัยที่มีน้ำหนักไว้รับรอง”

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวหลายครั้งที่ผ่านมาได้มีการพูดถึงการใช้สมุนไพรในกลุ่มยามะเร็งและระบบประสาท โดย นพ.สมานตอบในประเด็นนี้ว่า

“ ยากลุ่มนี้จะไม่อยู่ในยา10 กลุ่มโรคทั่วไป เพราะฉะนั้นเรากำลังเตรียมตัว ปีหน้าเรามองไปที่เรื่องของเบาหวาน เรื่องของมะเร็ง ซึ่งจะใช้ในการช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากการรักษามะเร็ง โรคผิวหนัง โดยเฉพาะสะเก็ดเงิน ซึ่งสะเก็ดเงินมีความมั่นใจในเรื่องของการรักษา มีผลวิจัยระดับหนึ่งเพียงแต่ว่าไม่ได้ทำร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ตอนนี้เราจึงกำลังทำงานให้เกิดการวิจัยร่วมระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยครับ”

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

 

ได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ - ปลายน้ำ

ในระบบ Ecosystem ของการผลิตยาสมุนไพรไทย ประกอบด้วย

  • ต้นน้ำ คือภาคการเกษตร ผู้ปลูกสมุนไพร
  • กลางน้ำ คือโรงงานที่ผลิตยาสมุนไพร
  • ปลายน้ำ คือโรงพยาบาลที่ใช้ยาสมุนไพร

สำหรับนโยบายดังกล่าวนั้น เบื้องต้นจะมองไปที่หน่วยงานรัฐก่อน อย่างไรก็ตามด้วยศักยภาพของหน่วยงานรัฐ อาจไม่เพียงพอ หากมีการขยายงบประมาณตามแผนของกระทรวงสธ. ที่จะขยายเป็น 3,000 ล้านบาทในปีต่อไป

 

“ ปัจจุบันมีการผลิตยาสมุนไพรไทยในโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด 80 แห่ง  ซึ่งมีเพดานการผลิตอยู่ที่ 600 ล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันจะผลิตเพียง 40-60% ของกำลังการผลิต แต่เมื่อดูเพดานการผลิตแล้ว เอกชนจะได้ประโยชน์จากส่วนที่เกินมา

สำหรับโรงงานเอกชนที่ได้มาตรฐานการผลิตระดับ GMP ปัจจุบันมีทั้งหมด 46 แห่ง ในขณะเดียวกันเอกชนที่ขายยาสมุนไพรให้กับโรงพยาบาลอยู่แล้วก็ได้ประโยชน์”

 

นพ.สมฤกษ์ยอมรับว่า ส่วนที่เป็นห่วงที่สุดคือ ‘ต้นน้ำ’ ได้แก่วัตถุดิบทางการผลิต โดยปัจจุบันได้มีการทำแผนคาดการณ์ว่าจะใช้วัตถุดิบใดบ้าง เพื่อสื่อสารไปยังแหล่งปลูก โดยแหล่งปลูกจะต้องมีมาตรฐานการเพาะปลูกที่ดีเพื่อเป็นยา หรือ มาตรฐาน GACP

 

 

ตั้งเป้า 10% ของการใช้ยาทั้งประเทศ จบที่ 7,000 ล้านบาท

“ เรามีประเทศที่เราเปรียบเทียบได้ เช่น จีนและอินเดีย เกาหลีคือถัดมา ทั้งสามที่มีศาสตร์การแพทย์ของตนเอง เหมือนกับทีป่ระเทศไทยมีแพทย์แผนไทย แต่ในประเทศเขาสามารถใช้ศาสตร์การแพทย์ของตนในระบบบริการได้ถึง 20-30%" 

อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยฉายภาพ ตั้งเป้าใช้ยาสมุนไพรไทยในระบบการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน  โดยมองไว้ที่ 10% ของการใช้ยา

 

“ สถานการณ์ในขณะนี้ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ประเมินว่าประเทศไทยมีการใช้ยาสมุนไพรอยู่ที่ 2-3% ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ 10%  เมื่อดูตัวเลขไว้เราใช้ยาทั้งระบบในรพ.รัฐอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท หากคิดที่ 10% ก็คือ  7,000 ล้าน ซึ่งถ้าปีหน้าสามารถทำได้ 3,000 ล้าน ก็คิดว่าด้วยโมเมนตัมนี้น่าจะถึง 7,000 ล้านในปี 2570

 

กางแผนใชัยาไทย ดึง 3 ยาแผนปัจจุบันออกจากระบบ สปสช.แน่ปีนี้!

.

.

ท้ายสุดนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์ นพ.สมฤกษ์ ในฐานะอีกหัวเรือสำคัญ ที่จะพานโยบายนี้สำเร็จให้ได้ เปิดใจว่า ไม่ได้มีความกดดัน หรือ หนักใจ แต่ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับกรมฯ ที่จะขยับความสามารถของตนเอง และความมั่นใจนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน หากไม่มีความรู้เรื่องแพทย์แผนปัจจุบันเลย การทำวิจัยก็ไม่รู้ ก็จะทำให้คุยไม่รู้เรื่อง ซึ่งทำให้ ‘เราต้องเก่งขึ้น’

Thailand Web Stat