posttoday

อ.มหิดลแนะ ผู้ที่อยู่บริเวณ 'ตึกถล่ม' ควรเช็คสุขภาพเพราะฝุ่น

30 มีนาคม 2568

อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะ 'ตึกสตง.ถล่ม' เกิดฝุ่นจำนวนมาก ผู้ที่ทำงานและเกี่ยวข้องในบริเวณดังกล่าว ควรตรวจสุขภาพโดยเฉพาะปอด

ผู้ช่วยอาจารย์อนพัช มีมั่งคั่ง และ อาจารย์ดร.แทนไท ประเสริฐกุล  พูดคุยถึงประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับแผ่นดินไหว ใน EnviTalks: แผ่นดินไหวภัยใกล้ตัว – เข้าใจและรับมือให้ทัน โดยกล่าวในประเด็นการรับมือแผ่นดินไหวของกทม.โดยสรุปว่า

กรุงเทพฯไม่ได้ปลอดความเสี่ยงจากเรื่องแผ่นดินไหว จากเหตุการณ์นี้ทำให้อาคารหลายหลังได้ตรวจสอบแผ่นดินไหวมากขึ้น ต้องบอกว่าแผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นอีกได้ และเกิดขึ้นอีกแน่ แต่จะเว้นไปนานเพียงใดแค่นั้น เพราะรอยเลื่อนสกายไม่หยุดเคลื่อนแค่นี้ และกทม.ยังได้รับผลกระทบจากรอยเลื่อนอื่นเช่นภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งสามารถส่งผลกระทบถึงอาคาร หรือก่อให้เกิดรอยร้าวในกรุงเทพฯได้เช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ อาจารย์ทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจในประเด็นผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวว่า ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง แต่ว่าเกิดผลทางอ้อม ซึ่งเกิดจากการสั่นไหวของแผ่นดินไหว ที่เห็นได้ชัดคือ 'มลพิษทางอากาศ' ที่เกิดจากการพังถล่มของอาคารในจตุจักร ผมคิดว่าควรติดตามตรวจสุขภาพ คนที่คิดว่าปลอดภัยและวิ่งหนี ควรตรวจด้วย เพราะสูดเข้าไปมากน้อยไม่แน่ใจ และเป็นฝุ่นขนาดเล็กที่มองไม่เห็น ควรเช็คก่อนเพื่อความสบายใจ ซึ่งเหตุการณ์นี้ปัญหาคือ ฝุ่นเป็นหลัก

 

ทั้งนี้  โพสต์ทูเดย์ ค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าการรับฝุ่น PM2.5 ในปริมาณมากเฉียบพลัน (Acute PM2.5 Exposure) อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายในระดับต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของฝุ่น ระยะเวลาที่สัมผัส และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

อาการที่อาจเกิดขึ้นจากการรับฝุ่น PM2.5 จำนวนมากในระยะสั้น

ระบบทางเดินหายใจ

  • ไอ จาม มีเสมหะ
  • ระคายเคืองจมูก คัดจมูก หายใจลำบาก
  • เจ็บคอ หรือแสบคอ
  • หอบหืดกำเริบ (ในผู้ที่มีโรคหอบหืด)
  • แน่นหน้าอก

ระบบหัวใจและหลอดเลือด

  • หัวใจเต้นผิดปกติ
  • หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  • ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว

ผลกระทบต่อดวงตาและผิวหนัง

  • ตาแดง คันตา น้ำตาไหล
  • ผิวหนังแห้ง คัน หรือเกิดผื่น

ผลกระทบต่อระบบประสาทและการรับรู้

  • ปวดศีรษะและเวียนศีรษะ  เนื่องจากการลดลงของออกซิเจนและการอักเสบทั่วร่างกาย
  • อ่อนเพลียและมีปัญหาในการจดจ่อ  การสัมผัสระยะสั้นอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

 

สำหรับผู้ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรง หรือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง (เช่น โรคถุงลมโป่งพอง, โรคหอบหืด)
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายหนักในช่วงที่มีฝุ่นสูง

 

โรงพยาบาลสมิติเวช ให้ข้อมูลไว้ว่า สำหรับอาการแพ้ฝุ่นที่ควรพบแพทย์ทันที มีดังนี้

  • แสบตา ระคายเคืองตาอย่างมาก
  • มีน้ำมูกเกิน 1 สัปดาห์
  • ไอ หรือ จามเรื้อรังมานานกว่า 2 สัปดาห์
  • หายใจไม่สะดวก ติดขัด