หอยเชอรี่"เป๋าฮื้ออีสาน"เมนูพิสดารสร้างเงิน
ด้วยฉายา “เป๋าฮื้อน้ำจืด” ไม่เพียงเท่านั้นความนิยมที่ขยายตัวทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมแบบบ้านๆ ด้วยการบรรจุกระป๋องจำหน่ายไปถึงต่างประเทศ....
ด้วยฉายา “เป๋าฮื้อน้ำจืด” ไม่เพียงเท่านั้นความนิยมที่ขยายตัวทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมแบบบ้านๆ ด้วยการบรรจุกระป๋องจำหน่ายไปถึงต่างประเทศ....
โดย...เสนาะ วรรักษ์
เชื่อหรือไม่ว่าศัตรูพืชอย่างหอยเชอรี่ที่อาละวาดกัดกินต้นข้าวทั่วท้องถิ่นภาคอีสานได้รับความเสียหาย จนชาวนาต้องขวนขวายระดมกำลังช่วยกันจับทิ้งมานานนับสิบปี เวลานี้จะกลายเป็นอาหารจานเด็ดของชาวอีสาน ด้วยฉายา “เป๋าฮื้อน้ำจืด” ไม่เพียงเท่านั้นความนิยมที่ขยายตัวทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมแบบบ้านๆ ด้วยการบรรจุกระป๋องจำหน่ายไปถึงต่างประเทศ
ที่บ้านดงบัง ต.ศรีสำราญ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านมีอาชีพทำนาเป็นหลักมาหลายชั่วอายุคน และแน่นอนชาวนาบ้านดงบังก็ต้องเผชิญกับปัญหาหอยเชอรี่กัดกินต้นข้าวหลังปักดำ เมื่อต้นข้าวเริ่มแตกใบอ่อนกลายเป็นอาหารอันโอชะที่พวกมันจะกัดกินเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อยไม่ยั้ง จนกระทั่งมีการรณรงค์ปราบให้สิ้นโดยการงมจับใส่กระสอบ มัดปากกระสอบให้แน่นแล้วนำไปตากแดดจนตาย แต่ไม่สามารถจะปราบให้หมดสิ้น
แล้วทางสว่างก็ปรากฏแก่ชาวบ้านดงบัง เมื่อบรรดาคอสุราทดลองนำหอยเชอรี่มาต้มจิ้มน้ำปลาแกล้มเหล้า เป็นที่ร่ำลือถึงรสชาติ กลายเป็นนวัตกรรมเปิบพิสดาร ขยายวงกว้างไปสู่แม่ค้าส้มตำนำมาตำใส่มะละกอเรียกว่าตำมั่ว หรือตำซั่ว ซึ่งมีเส้นมะละกอ ผักกาดดอง หมูยอ และผักผลไม้ต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีเนื้อหอยเชอรี่อยู่ในครกเดียวกัน เป็นอาหารชั้นเอกของชาวอีสานทั่วไปทีเดียว
เกษตรกรบ้านดงบังประมาณร้อยกว่าครัวเรือนว่างเว้นจากฤดูทำนา ก็จะจับหอยเชอรี่ไปขายให้พ่อค้าคนกลางจนกระทั่งหอยเชอรี่มีจำนวนลดน้อยลง ชาวบ้านก็ขยายวงกว้างออกจับหอยเชอรี่ไปเรื่อยๆ
ต่อมาเมื่อความนิยมบริโภค และรายได้จากการขายหอยเชอรี่ยามว่างเว้นการทำนา จึงมีผู้จับหอยเชอรี่มาขายมากขึ้น ชาวบ้านดงบังจึงขยับตัวมาเป็นผู้รับซื้อกันแทบทุกครัวเรือน โดยรับซื้อกิโลกรัมละ 2-5 บาท จากนั้นก็นำมาต้มจนสุก แล้วควักเอาเนื้อหอยเชอรี่ออกมาล้างน้ำให้สะอาด มีชาวบ้านมารับจ้างแกะเนื้อหอยและตัดตาหอยออก ซึ่งได้รับค่าจ้างกิโลกรัมละ 4 บาท ทำให้มีรายได้วันละ 100-200 บาท เป็นรายได้เสริมในครัวเรือนพอสมควรทีเดียว
วันชัย แสนคำ ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ศรีสำราญ เปิดเผยว่า ครั้งแรกก็เป็นแค่คนจับหอยขายขยับตัวมาเป็นผู้รับซื้อและแกะหอย แล้วมีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มารับซื้อ ต่อมาผันตัวมาเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่บรรจุถังน้ำแข็งส่งขายที่กรุงเทพฯ มีแหล่งขายอยู่หลายแห่ง โดยรับซื้อหอยเชอรี่ในราคากิโลกรัมละ 18-20 บาท เมื่อได้จำนวนครบตันครึ่งจึงใส่รถยนต์บรรทุกไปส่งครั้งหนึ่ง โดยบวกค่ารถ 7 บาท ขายในกิโลกรัมละ 25-27 บาทขาดตัว แต่ละครั้งก็จะได้เงิน 4-5 หมื่นบาท
วันชัย กล่าวอีกว่า หอยเหล่านี้จะนำเข้าโรงงานบรรจุกระป๋องส่งต่างประเทศขายให้ลูกค้าคนไทย ส่วนหนึ่งก็ขายให้กับแม่ค้าส้มตำที่กระจัดกะจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ
นพ.ประวิ อ่ำพันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า หอยเชอรี่ หรือหอยโข่งอเมริกาใต้ หรือหอยเป๋าฮื้อน้ำจืด (อังกฤษ Golden Apple Snail, ชื่อวิทยาศาสตร์ Pomacea Canaliculata) เป็นหอยน้ำจืดจำพวกหอยฝาเดียว สามารถแบ่งหอยเชอรี่ได้ 2 พวก คือ พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกที่มีเปลือกสีเขียวปนดำและมีสีดำจางๆ พาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วลูกหอยอายุเพียง 2-3 เดือน จะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1-2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้างๆ คันนาและตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2-3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่เป็นฟองเล็กๆ เรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 388-3,000 ฟอง ไข่จะฟักออกเป็นตัวหอยภายใน 7-12 วัน หลังวางไข่
หอยเชอรี่เดิมเป็นหอยน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศไทยนำเข้ามาครั้งแรกจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ในฐานะของหอยที่กำจัดตะไคร่น้ำและเศษอาหารในตู้ปลา ซึ่งนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายราวก่อนปี พ.ศ. 2530 ต่อมาได้มีผู้คิดจะเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการบริโภค แต่ทว่าไม่ได้รับความนิยมจึงปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ จนกลายเป็นปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในปัจจุบัน
เนื้อหอยเชอรี่มีโปรตีนสูงถึง 34-53% ไขมัน 1.66% ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง หรือทำน้ำปลาจากเนื้อหอยเชอรี่ ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ สุกร เปลือกก็สามารถปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินได้ ตัวหอยทั้งเปลือกถ้านำไปฝังบริเวณทรงพุ่มไม้ผลเมื่อเน่าเปื่อยก็จะเป็นปุ๋ยทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตเร็วและได้ผลผลิตดี ไม่ควรบริโภคเนื้อหอยเชอรี่ในบริเวณที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสีย หรือบริเวณพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
แม้ว่ารูปลักษณ์ของมันจะไม่โสภาและเป็นศัตรูของเกษตรกรชาวนา แต่มีประโยชน์ในด้านโภชนาการ นำรายได้มาสู่ท้องถิ่น เรียกได้ว่าเป็นหอยเศรษฐกิจ จากความน่าชังกลายเป็นความน่ารักของเกษตรกรเสียแล้ว