YLG ปรับเป้าทองคำ 3,200 ดอลลาร์ ทองไทยขยับเป็น 51,500 บาท

YLG ปรับเป้าทองคำ 3,200 ดอลลาร์ ทองไทยขยับเป็น 51,500 บาท

31 มีนาคม 2568

YLG ปรับเพิ่มราคาเป้าเป็น 3,150 - 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำแท่งไทย ขยับเป้าเป็น 51,000 - 51,500 บาทต่อบาททองคำ แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหนุนต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • YLG ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 3,150 - 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำแท่งของไทย ขยับเป้าหมายเป็น 51,000 - 51,500 บาทต่อบาททองคำ
  • รับปัจจัยหนุนจากความเป็น Saf

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ราคาทองคำปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนทะลุเป้าหมายที่วายแอลจีให้ไว้ที่ 3,000-3,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ล่าสุดวายแอลจี จึงได้ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 3,150-3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หรือคิดเป็นราคาเป้าหมายทองคำแท่งไทยที่ 51,000-51,500 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาท 34 บาทต่อดอลลาร์) 

โดยระยะสั้นราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากความกังวล “นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariff)” ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมประกาศในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ในขณะที่หลายประเทศได้ส่งสัญญาณตอบโต้คืนเช่นกัน อาทิ สื่อของรัฐบาลจีน โพสต์ข้อความ "หากสหรัฐฯ ตั้งใจทำลายผลประโยชน์ของจีน จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด" เช่นเดียวกับทางด้านคลอเดีย เชนบาม ประธานาธิบดีเม็กซิโก ประกาศ “จะใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้แบบครอบคลุม ในวันที่ 3 เม.ย.นี้”

ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนบางส่วนจึงได้นำเงินลงทุนมาพักไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเฉพาะทองคำ และรวมไปถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงในวันประกาศแผนภาษีดังกล่าว อาจต้องระมัดระวังการถูกขายทำกำไร หรือการ Sell on fact สลับออกมาด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกด้านอื่นๆ ที่สนับสนุนทองคำในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง ทั้งการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงการเข้าซื้อทองคำของกองทุน ETF ทองคำขนาดใหญ่ในปีนี้ โดยเฉพาะ “SPDR Gold Shares” ที่กลับมาเข้าซื้อต่อเนื่องในปี 2568 รวมแล้วมากถึง +59.42 ตัน 

รวมถึงความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ตะวันออกกลางที่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ล่าสุด ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ขู่ทางอิหร่านว่าจะทำการทิ้งระเบิดและใช้มาตรการภาษีรอง (Secondary tariff) หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของทองคำในปีนี้ถือว่าปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วแบบไม่มีสลับพักฐาน จึงอาจทำให้มีข้อจำกัดในการปรับขึ้นต่อ แต่ยังเห็นว่าราคาทองคำยังเดินหน้าสู่ทิศทางขาขึ้น เนื่องจากปัจจัยบวกที่กล่าวมาข้างต้นยังคงแข็งแกร่ง

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้น ควรรอให้ราคาย่อลงที่แนวรับ 3,074-3,055 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แต่หากหลุดบริเวณดังกล่าวแนะนำให้ระมัดระวังการพักฐานลงในระยะกลาง ส่วนทองไทยแนะนำเข้าซื้อได้ที่ 49,400-49,000 บาทต่อบาททองคำ

ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย 

Thailand Web Stat